AOT เตรียมเสนอ ครม. อนุมัติโครงการส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารทิศตะวันออก (East Expansion) คาดเปิดประมูลปี 2570 และเพิ่มการรองรับสุวรรณภูมิเป็น 70 ล้านคนต่อปี พร้อมเสนอแผนแม่บทสุวรรณภูมิ (ฉบับปี 2568) ดันโครงการ South Terminal และรันเวย์ที่ 4 ตั้งเป้ารองรับรวม 120 ล้านคนต่อปีใน 6-7 ปี ตลอดจนเตรียมเสนอ ครม. อนุมัติขยายวงเงินพัฒนาสนามบินดอนเมือง ระยะที่ 3 เป็น 6.9 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้เตรียมปรับพื้นที่ดิวตี้ฟรีเน้นเป็นจุดรับสินค้า (Duty Free Pick Up) และเตรียมเปิดตัวธุรกิจใหม่ Premium Service ร่วมกับพาร์ทเนอร์เพื่อให้บริการผู้โดยสารกลุ่มพิเศษแบบครบวงจรในเดือนพฤศจิกายน 2569
นางสาวปวีณา จริยฐิติพงศ์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บมจ. ท่าอากาศยานไทย [AOT] หรือ ทอท. เปิดเผยความคืบหน้าโครงการก่อสร้างส่วนต่อขยายอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก (East Expansion) ปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่ออนุมัติโครงการ ซึ่งล่าสุดได้มีการชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติม เพื่อเตรียมบรรจุวาระการพิจารณาของครม.แล้ว โดยหลังครม.อนุมัติ จะสามารถเข้าสู่ขั้นตอนการเปิดประกวดราคาได้ในปี 2570 เนื่องจากได้จัดทำ TOR เตรียมไว้แล้ว ตามแผนจะใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปี
ปัจจุบัน ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รองรับผู้โดยสารได้ประมาณ 60 ล้านคนต่อปี ประกอบด้วย อาคารผู้โดยสารหลัก รองรับ 45 ล้านคนต่อปี และอาคาร SAT-1 รองรับ 15 ล้านคนต่อปี ขณะที่ปีงบประมาณ 2569 มีจำนวนผู้โดยสารประมาณ 64 ล้านคน ซึ่งได้นำเทคโนโลยีต่างๆ ระบบเช็คอินและตรวจบัตรโดยสารอัตโนมัติ และระบบตรวจสัมภาระที่มีความรวดเร็ว แก้ไขจุดที่เป็นคอขวด และลดความแออัด ส่วนโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศตะวันออก จะเป็นการเพิ่มพื้นที่บริการ ทั้งเคาน์เตอร์เช็คอิน และสายพานรับกระเป๋า สามารถรองรับได้เพิ่มอีกประมาณ 10 ล้านคนต่อปี เพิ่มขีดความสามารถในภาพรวมเป็น 70 ล้านคนต่อปี
นอกจากนี้ ยังได้ เสนอแผนแม่บทท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ฉบับปี 2568) ไปที่กระทรวงคมนาคมแล้วเพื่อเสนอครม.รับทราบ เป็นการขยายขีดความสามารถรองรับผู้โดยสาร จากปัจจุบัน 60 ล้านคนต่อปีเป็น 120 ล้านคนต่อปี โดยจะมีโครงการก่อสร้างอาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ (South Terminal) และรันเวย์ที่ 4 คาดว่าจะแล้วเสร็จใน 6-7 ปี
ในส่วนของ โครงการก่อสร้าง อาคารผู้โดยสารด้านทิศใต้ ถือเป็นการลงทุนที่ทอท.ต้องเสนอสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และครม. ก่อนดำเนินการต่อไป
อีกโครงการที่เตรียมเสนอครม.ขออนุมัติคือ โครงการพัฒนาท่าอากาศยานดอนเมือง ระยะที่ 3 ซึ่งมีการปรับปรุงขยายกรอบวงเงินลงทุนจากที่ศึกษาไว้ตั้งแต่ปี 2565 ประมาณ 3.6 หมื่นล้านบาท เป็น 6.9 หมื่นล้านบาท รองรับผู้โดยสารที่ 40 ล้านคนต่อปี
นางสาวปวีณากล่าวว่า AOT ได้มีการปรับปรุงแผนการลงทุนทั้งหมด โดยเฉพาะการลงทุนในส่วนของโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) มีมูลค่าสูงและใช้เวลาก่อสร้างนาน จึงต้องมีการวางแผนการเงินและการลงทุนที่รอบคอบ ตามความต้องการหรือ Demand ที่เกิดขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาเงินลงทุนจม แต่ปัญหาคือ หากลงทุนช้าไปก็อาจจะทำให้ประเทศเสียโอกาส ดังนั้น จึงได้เตรียมวางแผนการลงทุน ที่ไม่กระทบการเงินของทอท.ไว้แล้ว โดยพิจารณาประเมินการลงทุน ร่วมกับการใช้จ่ายเงินสดและหากต้องกู้ได้มีการพิจารณารูปแบบ อัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมในช่วง 2-3 ปี AOT ไม่จำเป็นต้องกู้เงิน เนื่องจากมีเงินสดหมุนเวียนมากกว่าหมื่นล้านบาท
นางสาวปวีณา กล่าวถึงกรณีที่จะมีการกลับมาเปิดให้บริการร้านค้าปลอดภาษี (ดิวตี้ฟรี) ขาเข้า อีกครั้ง ว่า เรื่องนี้ทาง กระทรวงการคลังจะพิจารณา เพื่อนำเสนอครม.เพื่อทราบ ในส่วนของ AOT นั้น จะมีการประกาศแผนการใช้พื้นที่ใหม่ ส่วนของดิวตี้ฟรี จะเป็นจุดรับสินค้า (Duty Free Pick Up) เป็นหลัก ส่วนพื้นที่ขายของร้านค้าอาจจะไม่มากเท่าเดิม เนื่องจากพื้นที่บางส่วนได้นำไปใช้ในการให้บริการผู้โดยสารแล้ว
นอกจากนี้ ยังมีแผนทำธุรกิจรูปแบบใหม่ เช่น Premium Service โดยเป็นการให้บริการผู้โดยสารกลุ่ม ผู้มีชื่อเสียง ดารา นักร้อง รวมถึงกลุ่มนักลงทุน นักธุรกิจ หรือผู้โดยสารที่ต้องการบริการพิเศษ โดยจ่ายค่าบริการเพิ่ม ซึ่งให้บริการทั้งระบบ เชื่อมต่อ ตลอดการเดินทางของผู้โดยสาร ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง ซึ่ง AOT จะ ร่วมกับพาร์ทเนอร์ ที่มีประสบการณ์ และประสานกับ สนามบินที่เป็น Sister Airport มาร่วมในโครงการนี้ คาดว่าจะประกาศเดือนพ.ย. 2569
โดย คคฦ/รัชดา คงขุนเทียน