ปตท.สผ. เผยความคืบหน้าการดำเนินงานรอบ 9 เดือน ปี 2569 เดินหน้าขับเคลื่อนธุรกิจเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ด้วยการเพิ่มการผลิตและการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติ โดยรอบ 9 เดือน บริษัทสามารถสร้างประโยชน์ด้านภาษีและรายได้กลับคืนสู่ประเทศกว่า 70,100 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศ
นางสาวคณิตา ศาศวัตายุ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม [PTTEP] หรือ ปตท.สผ. เปิดเผยว่า ในไตรมาส 3/69 ที่ผ่านมา บริษัทดำเนินธุรกิจตามแผนกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับประเทศ ควบคู่กับการสร้างการเติบโตในต่างประเทศ โดย ปตท.สผ. และ PC JDA ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ PETRONAS Carigali Sdn Bhd. ได้รับสิทธิในสัญญาแบ่งปันผลผลิตในโครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18-01 จากองค์กรร่วมไทย-มาเลเซีย เพื่อดำเนินการสำรวจ พัฒนา และผลิตปิโตรเลียมอย่างต่อเนื่องไปอีกเป็นระยะเวลา 35 ปี ปัจจุบันโครงการมีกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติ ประมาณ 300-400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ส่งเข้าประเทศไทยและประเทศมาเลเซียในสัดส่วนที่เท่ากัน ซึ่งจะช่วยรักษาความต่อเนื่องในการผลิตและจัดหาก๊าซธรรมชาติให้กับทั้งสองประเทศในระยะยาว โดยก๊าซฯ ที่ส่งเข้าประเทศไทยใช้เป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าให้กับพื้นที่ภาคใต้ของไทย
ด้านการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติในประเทศ บริษัทได้ตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision หรือ FID) เพื่อเดินหน้าการพัฒนาแหล่งก๊าซธรรมชาติบุษบงในโครงการจี 3/65 ในอ่าวไทย โดยจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2 ปีในการพัฒนาแหล่ง และคาดว่าจะเริ่มการผลิตก๊าซฯ ได้ในปี 2571 ด้วยอัตราการผลิตประมาณ 30 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และจะเพิ่มขึ้นเป็น 40 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ภายในปี 2573 เพื่อรองรับการใช้พลังงานของประเทศที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต
ในด้านการสำรวจ ปตท.สผ. ได้ชนะการประมูลสัมปทานปิโตรเลียมรอบที่ 25 ในแปลงสำรวจบนบก L1/66 และ L3/66 ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอยู่ใกล้กับแหล่งสินภูฮ่อม โดยครอบคลุมพื้นที่กว่า 7,000 ตารางกิโลเมตร การได้รับสัมปทานครั้งนี้ จะช่วยเพิ่มโอกาสในการสำรวจและพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมใหม่ในประเทศ เพื่อรองรับความต้องการใช้พลังงานที่เพิ่มขึ้น และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
สำหรับความคืบหน้าในการดำเนินธุรกิจในต่างประเทศ บริษัท พีทีทีอีพี มีนา จำกัด (PTTEP MENA) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ ปตท.สผ. ได้ร่วมกับบริษัท Eni Abu Dhabi B.V. (Eni) จัดตั้งบริษัทร่วมทุน Seela Energies B.V. ด้วยสัดส่วนการถือหุ้นฝ่ายละร้อยละ 50 โดย ปตท.สผ. และ Eni ถือสัดส่วนการลงทุนทางอ้อมในโครงการสัมปทานกาชา ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ในสัดส่วนเท่ากันที่ร้อยละ 10 ผ่านการถือหุ้นใน Seela Energies B.V. ซึ่งการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนนี้ จะช่วยเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาโครงการ และยังเป็นการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การพัฒนาขีดความสามารถ การแลกเปลี่ยนความรู้ความเชี่ยวชาญ รวมทั้งโอกาสในการลงทุนร่วมกันในอนาคต
สำหรับผลประกอบการในรอบระยะเวลา 9 เดือนของปี 2569 ปตท.สผ. มีรายได้รวม 268,375 ล้านบาท (เทียบเท่า 8,251 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) มีปริมาณขายปิโตรเลียมเฉลี่ยอยู่ที่ 549,020 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มขึ้น 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยหลักจากโครงการในอ่าวไทยที่ขายก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นและโครงการที่ ปตท.สผ. ได้เข้าร่วมลงทุนในปีที่ผ่านมา ได้แก่ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย เอ 18-01 โครงการแอลจีเรีย ทูอัท และโครงการมาเลเซีย เอสเค408 ในขณะที่ราคาขายผลิตภัณฑ์ในช่วง 9 เดือนแรกเฉลี่ยอยู่ที่ 50.17 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ เพิ่มขึ้น 13% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามทิศทางการปรับตัวของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ส่งผลให้บริษัทมีกำไรสุทธิ 53,742 ล้านบาท (เทียบเท่า 1,653 ล้านดอลลาร์ สรอ.) ในรอบระยะเวลา 9 เดือน ปี 2569
สร้างประโยชน์ด้านภาษีและรายได้กลับคืนสู่ประเทศกว่า 70,100 ล้านบาทในรอบ 9 เดือนของปี 2569 ปตท.สผ. ได้นำส่งรายได้ให้กับรัฐในรูปของภาษีเงินได้ ค่าภาคหลวง และส่วนแบ่งผลประโยชน์อื่น ๆ รวมถึงรัฐยังได้รับส่วนแบ่งจากผลผลิตปิโตรเลียม รวมเป็นจำนวนกว่า 70,100 ล้านบาท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาประเทศด้านต่าง ๆ เช่น การพัฒนาชุมชน การศึกษา และการวิจัยและพัฒนา เป็นต้น
แนวโน้มผลการดำเนินงานของ ปตท.สผ. สำหรับปี 2569 ปริมาณขาย ราคาขาย และต้นทุน เป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของบริษัท ทั้งนี้ เพื่อให้แนวโน้มผลการดำเนินงานสอดคล้องกับแผนการดำเนินงานและภาวะอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป บริษัทจึงได้ดำเนินการติดตามและปรับสมมติฐานให้สะท้อนสถานการณ์ปัจจุบัน ส่งผลให้ประมาณการแนวโน้มผลการดำเนินงานเป็นดังนี้
ปริมาณขาย คาดการณ์ปริมาณขายเฉลี่ยสำหรับทั้งปี 2569 อยู่ที่ประมาณ 550,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ประมาณ 8% โดยหลักจากการรับรู้ปริมาณขายเต็มปีสำหรับโครงการที่ได้เข้าซื้อระหว่างปี 2568 ได้แก่ โครงการพื้นที่พัฒนาร่วม ไทยมาเลเซีย เอ 18-01 โครงการมาเลเซีย เอสเค408 และโครงการแอลจีเรีย ทูอัท รวมถึงการผลิตก๊าซธรรมชาติเพิ่มจากโครงการในประเทศไทยเพื่อสนับสนุนความต้องการพลังงานภายในประเทศ
ราคาขาย ราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัทนั้นมีโครงสร้างราคาส่วนหนึ่งผูกกับราคาน้ำมันย้อนหลัง 3-21 เดือน
บริษัทคาดว่าราคาขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยสำหรับปี 2569 จะอยู่ที่ประมาณ 6.1-6.2 ดอลลาร์ สรอ. ต่อล้านบีทียู ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับราคาขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยสำหรับปี 2568 ที่ 5.81 ดอลลาร์ สรอ. ต่อล้านบีทียู ตามทิศทางการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ในส่วนของราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันดิบและคอนเดนเสทของบริษัทจะผันแปรตามราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก
บริษัทมีการทำสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน โดย ณ สิ้น ไตรมาส 3/69 มีปริมาณน้ำมันภายใต้การประกันความเสี่ยงคงเหลือจำนวน 14 ล้านบาร์เรล ทั้งนี้ บริษัทมีความยืดหยุ่นในการปรับแผนการประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันตามความเหมาะสม
ต้นทุนต่อหน่วย สำหรับปี 2569 ปตท.สผ. คาดว่าจะสามารถรักษาต้นทุนต่อหน่วยให้อยู่ในระดับประมาณ 29-30 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับต้นทุนต่อหน่วยสำหรับปี 2568 ที่ 31.42 ดอลลาร์ สรอ. ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ โดยหลักจากค่าเสื่อมราคาและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน