HILITE: โบรกเชียร์ SET ลงลึกเข้าโซนน่าดักเก็บรอลุ้นผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐหนุน Fund Flow ไหลกลับ แนะ Selective Buy 4 ธีมเด่น

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday November 3, 2026 10:02 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า ช่วง 5 วันทำการที่ผ่านมา SET ปรับตัวลงแรงจากระดับ 1,586.61 จุด ลงมาสู่ระดับ 1,507.20 จุด หรือ -79.41 จุด (-5.0%) โดยแรงกดดันมาจากสองทางพร้อมกัน ด้านในประเทศ คือ แรงขายหุ้นกลุ่มปิโตรเคมีและโรงกลั่น หลังภาครัฐปรับโครงสร้างราคาน้ำมัน ภาครัฐ ทำให้นักลงทุนกังวลความเสี่ยงเชิงนโยบาย (policy risk) ที่ประเมินได้ยากขึ้น และความเสี่ยงต่อ margin หรือแนวโน้มกำไรในระยะยาว ขณะที่ด้านต่างประเทศ คือ แรงขายหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ตามหุ้นเทคโนโลยีโลกที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความคุ้มค่าของการลงทุน AI

ผลของการปรับฐานรอบนี้ทำให้ Valuation SET ถูกกดลงมาที่ Forward PER เพียง 14 เท่า หรือระดับ -1SD ของค่าเฉลี่ย 10 ปี (ค่าเฉลี่ย 16 เท่า) ขณะที่ในวันนี้ (3 พ.ย.) ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงโลกกำลังจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (Midterm Election) อย่างใกล้ชิด เพราะจะส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจ ตลาดทุนโลก และอาจมีนัยต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

InnovestX มองว่าการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ โดยสถิติจาก Bloomberg บ่งชี้ว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ มักตอบรับในเชิงบวกหลังผ่านพ้นการเลือกตั้ง โดยดัชนี S&P 500 ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยวันแรก +0.1% ก่อนจะเพิ่มเป็น +1.4% ในระยะ 1 เดือน และ +5.2% ใน 3 เดือน

ประเด็นที่น่าสนใจคือ หากผลการเลือกตั้งนำไปสู่ สภาวะรัฐบาลแบ่งแยก (Divided Government) สถิติชี้ว่าดัชนี S&P 500 จะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยใน 3 เดือน สูงถึง +6.3% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ซึ่งมีเหตุผลจากการเกิดภาวะชะงักงันทางการเมือง (Gridlock) จะทำให้การผ่านร่างกฎหมายที่สร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญทำได้ยากขึ้น อาทิ การปรับโครงสร้างภาษีหรือการใช้จ่ายทางการคลังแบบก้าวกระโดด ตลาดจึงตอบรับเชิงบวกต่อทิศทางนโยบายที่คาดเดาได้มากขึ้น ควบคู่ไปกับ การลดลงของความเสี่ยงจากเหตุการณ์รุนแรงที่ไม่คาดคิดจากปัญหาการขาดดุลการคลังและปริมาณพันธบัตรที่ล้นตลาด

สำหรับกลไกการส่งผ่านผลกระทบมายังตลาดหุ้นไทย InnovestX ประเมินเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่

  1. กลไกหลัก (Macro & Yield Dynamics): ภาวะ Gridlock จะช่วยลดทอนความกังวลด้านการขยายตัวทางการคลัง ส่งผลให้ US Bond Yield และ Dollar Index มีแนวโน้มชะลอการปรับตัวขึ้นหรือพลิกกลับมาอ่อนค่า ปัจจัยนี้จะปลดล็อกให้เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลกลับเข้าสู่กลุ่มตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) รวมถึงตลาดหุ้นไทย
  2. กลไกรอง (Geopolitical Sentiment): สภาวะที่อำนาจถูกแบ่งขั้ว จะเป็นการเพิ่มต้นทุนทางการเมืองหากฝ่ายบริหารต้องการยกระดับการใช้กำลังทหารในตะวันออกกลาง เนื่องจากถูกคานอำนาจด้านการอนุมัติงบประมาณและการตรวจสอบตามกฎหมาย (War Powers) อย่างไรก็ดี อำนาจดำเนินนโยบายต่างประเทศและการใช้กำลังส่วนใหญ่ยังอยู่ที่ฝ่ายบริหาร กลไกนี้จึงมีสถานะเป็นปัจจัยด้าน Sentiment สำหรับการเก็งกำไรระยะสั้น ไม่ใช่กลไกที่การันตีว่าความเสี่ยงของการขยายวงสงครามจะลดลงจริง

ในทางกลับกัน หากผลออกมาเป็นรัฐบาลเสียงเดียวกัน (Unified Government) ความสามารถในการผลักดันนโยบายการคลังเชิงรุกจะกลับมา กดดันให้ Bond Yield สูงขึ้น และ Dollar Index แข็งค่า ซึ่งจะเป็นปัจจัยลบต่อทิศทาง Fund Flow ที่จะไหลเข้าตลาด EM รวมถึงตลาดหุ้นไทย

ประเมิน SET 1,470-1,500 จุด คือโอกาส ทยอยสะสม หุ้นพื้นฐานดี

จากแรงเทขายที่กดดัน SET Index ปรับตัวลงมาอย่างหนัก InnovestX มองว่าดัชนีบริเวณ 1,470-1,500 จุด เป็นระดับที่ น่าสนใจและควรเริ่มทยอยสะสม เนื่องจาก Valuation ของตลาดหุ้นไทยได้ปรับตัวลงมาอยู่ในจุดที่ดึงดูดใจ โดยมี Forward PER เพียง 14 เท่า (เทียบเท่าระดับ -1SD ของค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี) ซึ่งสถิติในอดีตชี้ว่า เมื่อดัชนีปรับฐานลงมาทดสอบระดับดังกล่าว มักจะเป็นแนวรับสำคัญที่ดัชนีสามารถสร้างฐานและยืนอยู่ได้ จึงมอบ Margin of Safety ที่สูงมากในเชิงสถิติ

ขณะที่ในมุมมองด้านปัจจัยพื้นฐาน InnovestX ประเมินคาดการณ์ SET EPS ปี 2569 ไว้ที่ 106 บาท/หุ้น เมื่ออิงกับระดับ PER เฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปีที่ 16 เท่า จะได้เป้าหมาย SET Index ที่ 1,696 จุด และหากมองข้ามไปยังปี 2570 ที่คาดการณ์ SET EPS ระดับ 107 บาท/หุ้น เป้าหมาย SET Index จะขยับขึ้นสู่ 1,715 จุด ดังนั้น ด้วย Downside Risk ที่จำกัด และ Upside Potential ที่ยังเปิดกว้าง จึงแนะนำให้นักลงทุนใช้จังหวะที่ดัชนีปรับฐานลงมาลึกในครั้งนี้ เริ่มทยอยสะสมหุ้นพื้นฐานดีเพื่อรอรับการฟื้นตัวในระยะกลางถึงยาว

ทั้งนี้ สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ Selective Buy ผ่าน 4 ธีมเด่น ที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวหนุน ดังนี้

  1. FDI & Tech-Infra Play ซึ่งได้อานิสงส์จากวัฏจักรการลงทุนในประเทศที่เร่งตัวขึ้น และแผนปรับโครงสร้างสู่พลังงานสะอาดของภาครัฐ รวมทั้งเก็งกำไรจากความคืบหน้า ครม. เตรียมพิจารณาอนุมัติหลักเกณฑ์ดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร (BBL KBANK KTB) กลุ่มนิคม (WHA AMATA) กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ (DELTA HANA KCE) และกลุ่มพลังงานหมุนเวียน (GULF GPSC GUNKUL)
  2. Strong Earnings & Laggard Play ซึ่งเน้นความปลอดภัยโดยโฟกัสหุ้นที่คาดกำไรในช่วง 2H26-2027 จะเติบโตแกร่ง YoY ควบคู่กับ ราคาหุ้นบนกระดานที่ยัง Laggard เพื่อรับ Margin of Safety ที่สูง และมีฐานะทางการเงินแข็งแกร่ง ได้แก่ AOT AP BCH BDMS CPN TRUE TU
  3. Quality Dividend Play เพิ่มความทนทานให้กับพอร์ตลงทุนในช่วงที่ตลาดผันผวน และเตรียมรับอานิสงส์จากเม็ดเงินกองทุนประหยัดภาษี (TESG, RMF, SSF) และเม็ดเงินสถาบันในประเทศที่มักจะไหลเข้าตลาดในช่วงปลายปี (พ.ย.-ธ.ค.) โดยเน้นหุ้นปันผลคุณภาพดีที่มีประวัติการจ่ายปันผลสูงอย่างสม่ำเสมอ กระแสเงินสดแข็งแกร่ง และราคาหุ้นปรับฐานลงมาจนให้ Dividend Yield อยู่ในระดับที่จูงใจเกินปีละ 5% ได้แก่ BBL KTB KKP HMPRO AP SCCC PTT FTREIT LHSC
  4. Geopolitical & Yield Relief Play สำหรับผู้ที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไรระยะสั้น หากผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ออกมาในรูปแบบรัฐบาลแบ่งแยกในครั้งนี้ คาดจะช่วยบรรเทาความกังวลปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ส่งผลให้ต้นทุนพลังงานปรับลง หนุนการฟื้นตัวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจในตะวันออกกลาง และทำให้ Bond Yield ปรับลง ได้แก่ สายการบิน (AAV THAI) โรงไฟฟ้า SPP (GPSC BGRIM) การแพทย์ (BH BDMS) ท่องเที่ยว (AOT MINT ERW) และไฟแนนซ์ (MTC SAWAD TIDLOR)

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ