นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายกฎหมาย เปิดเผยถึงความคืบหน้ามาตรการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด (Early Retirement) หลังมีกระแสข่าวว่าผู้เข้าร่วมโครงการอาจได้รับค่าตอบแทนสูงถึง 18 เท่า โดยชี้แจงว่า อยากให้มองโครงการนี้เป็นการทำเพื่ออนาคตของประเทศ เนื่องจากปัจจุบัน งบประมาณภาครัฐต้องใช้ไปกับรายจ่ายประจำมากกว่า 70% ส่งผลให้เหลืองบประมาณสำหรับการพัฒนาประเทศน้อยลงอย่างมาก
นายปกรณ์ กล่าวต่อว่า สาเหตุที่ข้าราชการไม่ได้ปรับขึ้นเงินเดือนเป็นเวลานาน เนื่องจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ และปริมาณข้าราชการที่มีจำนวนมาก ทำให้เมื่อมีการเฉลี่ยงบประมาณแล้ว ข้าราชการแต่ละคนจะได้รับการปรับขึ้นเพียงเล็กน้อย จึงไม่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อระบบราชการ
ฉะนั้น เรื่องจะได้ค่าตอบแทนกี่เท่า อยากให้มองเป็นการจากกันด้วยดี ไม่ใช่มุ่งเน้นเพียงตัวเงินที่จะได้รับ เพราะหลังออกจากราชการ ทุกคนยังคงต้องประกอบอาชีพ และใช้ความสามารถในการทำงานต่อไป นายปกรณ์ กล่าว
สำหรับประเด็นสูตรคำนวณค่าตอบแทนว่าจะยึดเกณฑ์เดิมที่ประมาณ 15 เท่า หรือมีโอกาสสูงถึง 18 เท่าหรือไม่นั้น รองนายกรัฐมนตรี ยืนยันว่า ตัวเลขดังกล่าว มีสูตรคำนวณตามหลักเกณฑ์ ไม่ใช่การนำตัวเลข 15 หรือ 18 ไปคูณกับเงินเดือนเดือนสุดท้ายโดยตรงตามที่มีกระแสข่าวในโซเชียลมีเดีย ซึ่งอาจสร้างความเข้าใจผิดและความคาดหวังที่ไม่ถูกต้อง โดยสูตรคำนวณจะผันแปรตามอายุราชการที่เหลืออยู่ของผู้เข้าร่วมโครงการ หากเหลืออายุราชการเพียง 12 ปี ค่าตอบแทนก็จะไม่สูงถึงระดับดังกล่าว แต่ทางรัฐบาลจะพยายามจัดสรรให้เหมาะสมที่สุด
สูตรคำนวณ จะสอดคล้องกับอายุราชการที่เหลือของผู้เข้าร่วมโครงการ ไม่ใช่นำไปคูณได้เลย ซึ่งจะสร้างความเข้าใจผิด และสร้างความคาดหวังที่ไม่ถูกต้อง นายปกรณ์ กล่าว
พร้อมระบุว่า จะพยายามนำเสนอหลักการของโครงการเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ได้ภายในเดือนพ.ย.นี้ โดยขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (สำนักงาน ก.พ.) ในฐานะฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมายและนโยบายกำลังคนภาครัฐ (คปร.) อยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียด เนื่องจากโครงการดังกล่าวต้องใช้เงินงบประมาณจำนวนหนึ่งในการดำเนินการ
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์