ฟิทช์ เรทติ้งส์ ระบุว่า การรวมธุรกิจโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์ของ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล [PTTGC] (อันดับเครดิตสากลระยะยาวที่ BBB-/อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ AA- (tha)/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2569 จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับสถานะทางธุรกิจของ PTTGC
ฟิทช์คาดว่าธุรกรรมดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่ออันดับเครดิตของ PTTGC ในขณะนี้ โดยฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA Net Leverage) ของ PTTGC จะปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราว แต่ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่า 4.0 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่อาจทำให้ฟิทช์พิจารณาปรับลดอันดับเครดิตในปี 2571 ซึ่งเป็นปีแรกที่มีผลดำเนินงานเต็มปีหลังจากธุรกรรมแล้วเสร็จ ก่อนที่จะปรับตัวลดลงตั้งแต่ปี 2572 เป็นต้นไป จากประโยชน์จากการผนึกกำลังทางธุรกิจ (Synergies) ทั้งนี้ การปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวดังกล่าวเป็นผลมาจากสัดส่วนกำไรของ PTTGC จากสินทรัพย์ที่นำมาร่วมทุนที่ลดลงมาอยู่ที่ร้อยละ 56 ในขณะที่กำไรจากสินทรัพย์ของ SCGC ยังคงอยู่ในระดับอ่อนแอ จนกว่าการบูรณาด้านวัตถุดิบจะแล้วเสร็จ
ฟิทช์คาดว่าจะพิจารณารวมงบการเงินของบริษัทร่วมทุนดังกล่าวตามสัดส่วนการถือหุ้นของ PTTGC ที่ร้อยละ 56 ซึ่งจะได้รับการยืนยันเมื่อมีข้อตกลงผู้ถือหุ้นและข้อตกลงทางการเงินที่ชัดเจน ทั้งนี้ สะท้อนถึงมุมมองของฟิทช์ว่าหนี้สินของบริษัทร่วมทุนเป็นหนี้สินที่จำกัดความรับผิดและไม่มีสิทธิไล่เบี้ย (Non-Recourse) ต่อผู้ถือหุ้น และเงินทุนในอนาคตจะจัดสรรตามสัดส่วนการถือหุ้น ขณะที่ PTTGC จะรวมงบการเงินของบริษัทร่วมทุน (Full Consolidation) เพื่อวัตถุประสงค์ทางบัญชี ซึ่งจะทำให้ EBITDA Net Leverage สูงกว่าการรวมงบการเงินตามสัดส่วนการถือหุ้นประมาณ 0.1 เท่า
SCGC จะถือหุ้นในสัดส่วนที่เหลือร้อยละ 44 และ PTTGC จะมีอำนาจควบคุมบริษัทผ่านการมีกรรมการ 4 คนจากทั้งหมด 7 คน และเป็นผู้เสนอชื่อประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกรรมดังกล่าวไม่มีการชำระสิ่งตอบแทนเป็นเงินสด และอยู่ภายใต้การอนุมัติของผู้ถือหุ้นในวันที่ 3 ธันวาคม 2569 รวมถึงการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลด้านการแข่งขันทางการค้าและหน่วยงานกำกับดูแลอื่น ๆ โดยคาดว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จในช่วงครึ่งหลังของปี 2570
ฟิทช์เชื่อว่าการรวมธุรกิจดังกล่าวจะช่วยเสริมสร้างสถานะทางธุรกิจของ PTTGC โดยลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของฐานการผลิตเพียงแห่งเดียว แม้ว่าผลประกอบการจะยังคงมีความอ่อนไหวต่อวัฏจักรธุรกิจปิโตรเคมีประเภทสินค้าโภคภัณฑ์ บริษัทที่รวมกันจะเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์และโพลิโอเลฟินส์รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยมีกำลังการผลิตเอทิลีนประมาณ 4.9 ล้านตันต่อปีจากโรงผลิตโอเลฟินส์ 7 แห่ง บริษัทจะมีความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบทั้งอีเทน โพรเพน ก๊าซปิโตรเลียมเหลว และแนฟทา มีกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมากขึ้น และมีขอบเขตในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตของสินทรัพย์ที่รวมกันมากขึ้นในสภาวะตลาดที่มีอุปทานส่วนเกิน
ฟิทช์คาดว่าจะนำประโยชน์จากการผนึกกำลังทางธุรกิจตามเป้าหมายของบริษัททั้งสองมาใช้ในการคาดการณ์เพียงบางส่วน เนื่องจากมีความเสี่ยงในการดำเนินการและรายละเอียดเกี่ยวกับแผนการบูรณาการธุรกิจยังมีจำกัดบริษัททั้งสองคาดว่าจะได้รับประโยชน์ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องประมาณ 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐถึง 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เมื่อการร่วมทุนบรรลุผลอย่างเต็มที่ โดยประโยชน์ดังกล่าวจะทยอยเกิดขึ้นตลอดระยะเวลา 3 ปีนับจากวันที่ธุรกรรมแล้วเสร็จ
ฟิทช์คาดว่าผลประกอบการจากสินทรัพย์ที่ SCGC นำมาร่วมทุน ซึ่งใช้แนฟทาเป็นวัตถุดิบและมีผลประกอบการที่อ่อนแอในปี 2567 และ 2568 จะปรับตัวดีขึ้น เนื่องจากบริษัทที่รวมกันจะสามารถเข้าถึงวัตถุดิบก๊าซธรรมชาติจาก ปตท. และผลิตภัณฑ์จากโรงกลั่นของ PTTGC รวมทั้งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการใช้วัตถุดิบได้
การฟื้นตัวของส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีจะช่วยสนับสนุนการปรับตัวดีขึ้นดังกล่าวเพิ่มเติม ฟิทช์ไม่คาดว่าธุรกรรมดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อแรงจูงใจของ บมจ.ปตท. [PTT] (อันดับเครดิตสากลระยะยาวที่ BBB+/อันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ AAA(tha)/แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ) ซึ่งเป็นบริษัทแม่ ในการให้การสนับสนุนแก่ PTTGC โดยอันดับเครดิตของ PTTGC ได้รับการปรับเพิ่มขึ้น 2 อันดับจากสถานะเครดิตโดยลำพัง เนื่องจากการได้รับการสนับสนุนจากบริษัทแม่ PTTGC จะยังคงเป็นหน่วยธุรกิจปิโตรเคมีของ ปตท. และเป็นผู้รับซื้อก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของ ปตท. ผ่านบริษัทที่รวมกัน ซึ่ง
PTTGC จะมีอำนาจควบคุม
ฟิทช์จะประเมินผลกระทบต่อสถานะเครดิตของธุรกรรมดังกล่าวอีกครั้ง เมื่อรายละเอียดโครงสร้างของธุรกรรมรวมถึงข้อตกลงด้านการเงินและสัญญาระหว่างผู้ถือหุ้น มีความชัดเจนมากขึ้น ฟิทช์คาดว่าจะรวมผลกระทบของธุรกรรมไว้ในสมมุติฐานกรณีฐานสำหรับการจัดอันดับเครดิตเมื่อค่อนข้างมีความแน่นอนว่าธุรกรรมจะแล้วเสร็จ