ม.หอการค้าไทย หั่นเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ ปี 69 เหลือ 31.5 ล้านคน โดนปัจจัยลบสงครามตะวันออกกลาง ดันค่าน้ำมันพุ่ง คาดฟื้นตัวปี 70 แตะ 34 ล้านคน พร้อมแนะรัฐเร่งแก้ความปลอดภัย-ด่านชายแดน-วีซ่า ก่อนหลุดตำแหน่งแชมป์ท่องเที่ยวถาวร
นายวิเชียร แก้วสมบัติ ผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยภาพรวมนักท่องเที่ยวต่างชาติสะสมช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ (ม.ค.-ก.ย. 69) พบว่า ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติ ลดลง 3.8% โดยไทยเสียส่วนแบ่งในตลาดใกล้ แม้ตลาดต้นทางยังคงเดินทาง โดยยอดนักท่องเที่ยวหดตัวเร็วขึ้นทุกไตรมาส จาก 2.4% เป็น 5.0% และ ก.ย. ลดแรงที่สุดนับจาก ม.ค.
โดยอาเซียนภูมิภาคเดียวเป็นตัวกดยอดรวมให้ลดลง ขณะที่เอเชียตะวันออกช่วยดึงขึ้น ขณะที่จีน ขึ้นแทนมาเลเซียเป็นตลาดอันดับ 1 แต่ผลบวกถูกมาเลเซียหักล้างทั้งหมด อย่างไรก็ดี ไม่ใช่แค่มาเลเซียเท่านั้นที่ลดลง นักท่องเที่ยวอาเซียนอื่น (ที่หักมาเลเซีย) ก็ลด 15.7% และกัมพูชา ลดหนักสุดที่ 86.1%
สำหรับรายได้จากการท่องเที่ยวช่วง 9 เดือน ลดลง 2.3% น้อยกว่าจำนวนคนที่ลดลง 3.8% ความเสียหายทางเศรษฐกิจจึงเบากว่าที่ตัวเลขจำนวนคนบอก โดย 5 ตลาดหลักเดินไปคนละทิศ จีนโต 15.2% รัสเซีย-อินเดียทรงตัว ขณะที่มาเลเซีย และเกาหลีใต้ลด 15.2% และ 25.4%
สำหรับสาเหตุที่ 5 ตลาดหลักเดินไปคนละทิศ
เนื่องจากสงครามตะวันออกกลางตั้งแต่ 28 ก.พ.69 ดันราคาน้ำมันเครื่องบินเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว และส่งผลถึงทุกตลาด
1. มาเลเซีย: ลดลงเกือบทุกเดือน 9 เดือนหายไป 5.3 แสนคน (-15.2%) และไตรมาส 3 ทรุดหนักที่ -26.6% มาเลเซียลดลง 15.2% จากแรงกระแทกในภาคใต้ที่ซ้อนกันตั้งแต่ปลายปี 68 ประกอบกับเหตุรุนแรงชายแดนใต้ในไตรมาส 3 สอดคล้องกับที่ตลาดมาเลเซียดิ่งลง โดย ก.ย. ลดถึง 39% ทั้งนี้ ไทยยังเป็นปลายทางหลักของชาวมาเลเซีย แต่ลดลง 2 ปีติด ขณะที่เวียดนามและญี่ปุ่นโตต่อเนื่อง
2. อินเดีย: แรงส่งพลิกตั้งแต่กลางปี จาก +24.4% ในเดือน ม.ค. เป็นหดตัว 13-20% ช่วง ก.ค.-ก.ย. สอดคล้องกับช่วงที่มีปัจจัยลบหลายด้าน โดยสายการบินอินเดียลดที่นั่ง เพราะน้ำมันแพง ซ้ำเติมตลาดในช่วงเดียวกับที่วีซ่าสับสน ทั้งนี้ ไทยยังรับนักท่องเที่ยวอินเดียมากกว่าเวียดนามราว 2.6 เท่า แต่ปีนี้ไทยมีแนวโน้มหดตัว ขณะที่เวียดนาม และญี่ปุ่นยังโตต่อ
3. รัสเซีย: 9 เดือนแรกของปีนี้ ทรงตัว (-0.1%) และไตรมาส 3 กลับมาโต 5.0% แต่ไตรมาส 4 ซึ่งเป็นฤดูหลักจะเจอฟรีวีซ่าที่เหลือ 30 วัน โดยรัสเซียทรงตัวทั้งที่ตลาดต้นทางโต 8.7% ขณะที่ส่วนที่เพิ่มไหลไปเวียดนาม จีน และอียิปต์ ทั้งนี้ เวียดนามโตก่อนสงคราม ส่วนไทยเสียช่องทางหลังสงคราม สองเรื่องเกิดพร้อมกันจนส่วนแบ่งไหลเร็วขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้ไทยยังรับชาวรัสเซียมากกว่าเวียดนาม แต่เวียดนามโต 160.6% และรัสเซียสำคัญต่อเวียดนามมากกว่าต่อไทยแล้ว
4. เกาหลีใต้: ลดลงทุกเดือน รวม 9 เดือนหายไป 2.9 แสนคน (-25.4%) และหดตัวเกิน 30% ตั้งแต่ไตรมาส 2 เนื่องจากต้นทุนบินที่สูงกว่า เที่ยวบินที่ลดลง และภาพลักษณ์ความปลอดภัย ทำให้ไทยแพ้ญี่ปุ่นในสายตาคนเกาหลี โดยไทยเสียคนเกาหลีให้ญี่ปุ่นที่โต 21.6% ขณะที่เวียดนามลดเพียง 5.5% เทียบกับไทยที่ลด 25.4%
5. จีน: โตเกือบทุกเดือน 9 เดือนเพิ่ม 15.2% สูงสุดในไตรมาส 2 (+23.7%) ก่อนชะลอเหลือ 12.1% ในไตรมาส 3 โดยจีนโต 15.2% เพราะได้ฐานที่เสียไปในปี 68 คืนมาบางส่วน ยังไม่ใช่การฟื้นเต็มที่ ทั้งนี้ ไทยรับชาวจีนสูสีกับเวียดนาม แต่ไทยโตเร็วกว่ามาก ในขณะที่เกาหลีใต้ได้ประโยชน์จากกระแสเลี่ยงญี่ปุ่นมากกว่า
ทั้งนี้ 5 ตลาดเดินคนละทิศ เพราะช่องทางบินและนโยบายต่างกัน ไม่ใช่เพราะเอเชียซบเซาทั้งภูมิภาค โดยตลาดที่หาย คือตลาดที่ถูกตัดช่องทางบิน มาจากมาเลเซียเป็นเรื่องในประเทศเป็นหลัก และเวียดนามรับส่วนแบ่งที่ไทยเสียไปแทบทุกตลาด อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นที่ต้องเฝ้าระวังไตรมาส 4/69 ทั้งฟรีวีซ่ารัสเซีย 30 วันช่วงไฮซีซั่น ความมั่นคงชายแดนใต้ และเซอร์ชาร์จเกาหลีใต้ ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวจีนก็เดินทางมาไทยน้อยลง เนื่องจากในช่วงเดือนต.ค. 69 มีข่าวเรื่องให้ระวังความปลอดภัยในไทย
*ความเสี่ยงและโอกาสในปี 69-70
ในไตรมาส 4/69 จะเจอความเสี่ยงคนละช่วง มาเลเซียกดดันช่วงต้น เกาหลีใต้และรัสเซียกดดันช่วงกลาง ส่วนจีนหนุนช่วงปลายแต่แรงลดลง โดยความเสี่ยงที่ไทยคุมไม่ได้จะยังกดการฟื้นตัวในปี 70 แม้ฐานปี 69 จะต่ำแล้ว
อย่างไรก็ดี ปัจจัยที่ไทยคุมได้มี 3 เรื่อง และทุกเรื่องต้องแก้ก่อนฤดูท่องเที่ยวหลักปี 70 ได้แก่
1. ตลาดมาเลเซีย เป็นตลาดขับรถข้ามแดน การผ่านด่านที่คล่องตัวและความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย จึงกำหนดว่าตลาดนี้จะกลับมาได้หรือไม่
2. ตลาดอินเดีย นโยบายวีซ่าที่เปลี่ยนไปมา ทำให้ยอดจองลดลงเกือบ 20%
3. ตลาดจีน ข่าวเรื่องความปลอดภัยในสายตาคนจีน ถือเป็นความท้าทายร้ายแรงที่สุด
โอกาสปี 70 ยังอยู่ที่จีนซึ่งยังอยู่ราว 75% ของปี 67 และตลาดไกลที่ทรงตัว ส่วนอินเดียฟื้นได้หากมาตรการวีซ่าชัดเจน นายวิเชียร กล่าว
โดยคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 69 ทั้งปีคาดว่าลดลงราว 1.47 ล้านคนจากปี 68 แม้ในกรณีดีกว่าก็ยังติดลบ 3.4% โดยในปี 69 จีนเป็นตลาดหลักเดียวที่โต (+14.3%) ขณะที่มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ลดลง 17.2% และ 25.9% ในไตรมาส 4/69 คาดว่าหดตัว 6.3% โดย ต.ค. ลดแรงที่สุด 9.8% จากมาเลเซีย แต่ไม่ได้มาจากผลของฐาน โดยมาเลเซีย ตลาดอื่น ๆ และเกาหลีใต้คาดว่าฉุดยอดปี 69 รวมกัน ในขณะที่จีนเป็นตลาดหลักเดียวที่หนุน ส่วนรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 69 คาดอยู่ที่ 1.512 ล้านล้านบาท ในกรณีฐาน และอยู่ในช่วง 1.496-1.528 ล้านล้านบาท
สำหรับคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 70 คาดว่านักท่องเที่ยวจะอยู่ที่ 34 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.50 ล้านคนจาก 31.50 ล้านคนในปี 69 และสูงกว่าปี 68 ราว 3.1% โดยในปี 70 ทุกตลาดหลักกลับมาโต นำโดยจีน (+10.5%) ในขณะที่รัสเซีย แทบไม่โต (+0.7%) โดยตลาดอื่น ๆ จีน และมาเลเซีย คาดว่าจะให้ส่วนร่วมต่อการเติบโตสูงสุด 3 อันดับแรกในปี 70 ส่วนอินเดีย เกาหลีใต้ และรัสเซีย คาดว่าจะเติบโตต่ำกว่ายอดรวม
*3 ฉากทัศน์ปี 70 คาดยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติ 32.57 35.44 ล้านคน
1. กรณีแย่กว่า 32.57 ล้านคน ขยายตัว 3.4% ต่ำกว่ากรณีฐาน 1.43 ล้านคน หากค่าธรรมเนียมนักท่องเที่ยวมีผลที่นั่งไม่ทันตรุษจีน คำขอของรัฐบาลอินเดียต่ออายุ และมีเที่ยวบินตรงไปเวียดนาม
2. กรณีฐาน 34 ล้านคน ขยายตัว 7.9% หากที่นั่งไทย-จีนเพิ่มทันตรุษจีน ด่านสะเดาดีขึ้นจริง และคำขอของรัฐบาลอินเดียหมดผลราว พ.ค. 70
3. กรณีดีกว่า 35.44 ล้านคน ขยายตัว 12.5% สูงกว่ากรณีฐาน 1.44 ล้านคน หากด่านสะเดาเป็นแบบออนไลน์ ที่นั่งเพิ่มทันฤดูหลัก และวีซ่าอินเดียชัดเจน
สำหรับรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติปี 70 คาดอยู่ที่ 1.632 ล้านล้านบาท ในกรณีฐาน และอยู่ในช่วง 1.563-1.701 ล้านล้านบาท
ในปี 69 นักท่องเที่ยวคาดลดลง 4.5% เหลือ 31.50 ล้านคน ก่อนฟื้นเป็น 34 ล้านคน ในปี 70 โดยตลาดที่ลดลงแบ่งได้ 2 กลุ่ม 1. กลุ่มที่เสียส่วนแบ่งให้คู่แข่ง และ 2. กลุ่มที่ไทยแก้ปัญหาได้เอง ทั้งนี้ ในปี 70 จะอยู่ฉากทัศน์ใด ขึ้นกับปัจจัยที่ไทยผลักดันได้ คือ ด่านสะเดาที่ดีขึ้นจริง เร่งเจรจาให้สายการบินเพิ่มที่นั่งไทย-จีน ทันตรุษจีน และนโยบายวีซ่าที่คงที่ เป็นเงื่อนไขที่แยกกรณีฐานออกจากกรณีแย่กว่า นายวิเชียร กล่าว
*ข้อเสนอแนะในระยะสั้น-ระยะยาว
สำหรับในระยะสั้น ไทยจะต้องเร่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นในตลาดมาเลเซีย จีน และอินเดีย ก่อนถึงฤดูท่องเที่ยวหลัก โดยภาครัฐควรเร่งเพิ่มความปลอดภัยและความคล่องตัวที่ด่านสะเดา ปราบปรามขบวนการหลอกหางาน และลักพาตัวชาวจีน แล้วแถลงผลการจับกุมผ่านสถานทูตจีนและสื่อจีน การคงนโยบายวีซ่าไม่ให้เปลี่ยนอีก และประสานสายการบินเพิ่มที่นั่งไทย-จีน และไทยอินเดีย ก่อนตรุษจีนปี 70
ส่วนระยะยาว ไทยจะต้องแข่งด้วยเที่ยวบินตรง และความคุ้มค่า เพื่อดึงส่วนแบ่งคืนจากคู่แข่งในเอเชีย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ควรผลักดันเที่ยวบินตรงไปรัสเซีย และเมืองรองของจีน และวัดผลจากรายได้มากกว่าจำนวนคน เพราะรายได้ 9 เดือนลดลงเพียง 2.26%
นางอุมากมล สุนทรสุรัติ ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ กล่าวว่า นักท่องเที่ยวต่างชาติ 10 เดือนแรก (1 ม.ค.-31 ต.ค.) ปี 69 เทียบช่วงเดียวกันปี 68 นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลง 4.6% แต่รายได้รวมลดเพียง 2.9% เพราะรายได้ต่อคนต่อทริปเพิ่มขึ้น 1.8% เป็น 48,738 บาท
อย่างไรก็ดี จากผลสำรวจผู้ประกอบการท่องเที่ยวปี 69 จากผู้ตอบ 368 รายทั่วประเทศ พบว่าสาเหตุหลักที่นักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงใน 9 เดือนแรกปี 69 มองว่า ปัจจัยภายนอกเป็นสาเหตุอันดับ 1 (48.1%) แต่อีก 47.0% ชี้ว่าเป็นปัญหาที่ไทยแก้ได้เอง
ส่วนความสามารถในการแข่งขันของไทยเทียบกับคู่แข่งในเอเชียและเทียบกับ 3 ปีก่อน มองว่า ดีขึ้น แต่คู่แข่งวิ่งเร็วกว่า โดย 52.2% เห็นว่าดีขึ้นจากปี 66 แต่ 59.1% ยังมองว่าไทยด้อยกว่าคู่แข่ง สำหรับการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติ กลุ่มตัวอย่างมองว่า ไทยเหนือกว่าเพียงเวียดนาม และตามหลังญี่ปุ่นจีน เกาหลีใต้ และสิงคโปร์อย่างชัดเจน
เมื่อถามว่า ปัจจัยใดเป็นจุดแข็งและจุดอ่อนของการท่องเที่ยวไทย กลุ่มตัวอย่างมองว่า บริการยังเป็นจุดแข็ง แต่กฎหมายความปลอดภัยและความคุ้มค่า ถูกมองเป็นจุดอ่อนมากกว่าจุดแข็ง
ทั้งนี้ กลุ่มตัวอย่างคาดว่า จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 70 ครึ่งหนึ่ง (50.5%) คาด 33-35 ล้านคน และ 34.5% คาดว่าจะต่ำกว่าระดับปี 68 (33.0 ล้านคน) ส่วนเมื่อถามว่า ไทยจะกลับไปมีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 40 ล้านคน ได้หรือไม่นั้น มีเพียง 10.6% ที่เชื่อว่าจะกลับถึง 40 ล้านคน ภายในปี 72 ส่วนใหญ่มองไกลถึงปี 74-75 หรือหลังจากนั้น
ในส่วนของรายได้ กลุ่มตัวอย่าง 65.2% คาดว่า รายได้ของกิจการปี 70 จะเพิ่มขึ้น และกลุ่มพึ่งพาลูกค้าต่างชาติ 1 ใน 5 คาดว่าจะลดลง
ส่วนการเป็นเจ้าภาพประชุม IMF-ธนาคารโลก กลุ่มตัวอย่าง 80.5% มองว่าการเป็นเจ้าภาพ IMFธนาคารโลก ช่วยภาพลักษณ์ไทย และ 84.6% เชื่อว่า AI ช่วยเพิ่มขีดความสามารถได้บ้าง
ในส่วนของตลาดนักท่องเที่ยวใดมีศักยภาพมากที่สุดสำหรับการท่องเที่ยวไทยปี 70 มองว่า จีนยังเป็นตลาดความหวังอันดับ 1 (43.3%) นำอาเซียน (26.9%) และอินเดีย-เอเชียใต้ (16.7%)
ส่วนนโยบายดอกเบี้ยสูงตามแนวทาง IMF และความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะกระทบการท่องเที่ยวไทยปี 70 หรือไม่ มองว่า ความเสี่ยงหลักปี 70 คือราคาพลังงาน 92.4% มองว่าความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะกระทบสูงกว่าผลของนโยบายดอกเบี้ย
สำหรับมาตรการที่ต้องการให้ภาครัฐเร่งดำเนินการมากที่สุด 3 อันดับแรก คือ 1. การเพิ่มเที่ยวบินตรง 2. แก้ปัญหาด่านชายแดน คือสองมาตรการที่ต้องการมากที่สุด (รวม 42.9%) และ 3. ทำให้นโยบายวีซ่าชัดเจนและคงที่
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวถึงภาพรวมเศรษฐกิจไทยว่า สื่อต่างประเทศได้ตั้งข้อสังเกตว่าไทยกำลังเข้าสู่ภาวะ Japanification หรือมีความใกล้เคียงกับประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้นเร็วเช่นนี้ เนื่องจากญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ดอกเบี้ยต่ำ ฟื้นตัวลำบาก หนี้สาธารณะสูง และเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ แต่ทั้งนี้ ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่ร่ำรวยแล้ว ต่างจากไทยที่ยังเป็นประเทศกำลังพัฒนา และต้องการยกระดับสู่ประเทศที่มีรายได้สูง
โดยปัจจุบัน ไทยยังไม่สามารถหลุดพ้นกับดักการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่า 3% ได้ รัฐบาลชุดปัจจุบันจึงตั้งใจผลักดันให้เศรษฐกิจโตเกิน 3% ท่ามกลางปัญหาหนี้ครัวเรือนที่ยังลดลงไม่ได้ ปัญหาสังคมผู้สูงอายุที่ยังแก้ไม่ตก และความเชื่อมั่นของนานาชาติต่อเศรษฐกิจไทยที่ยังไม่แน่นอน
ม.หอการค้าไทย ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปี 69 จะเติบโตอยู่ในกรอบ 2.2-2.5% โดยมีโอกาสสูงที่จะแตะ 2.5% สอดคล้องกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับประมาณการขึ้นเป็น 2.4% ประกอบกับดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ขยายตัวได้ดีตามกระแส AI ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้หารือกับสภาพัฒน์ ให้พิจารณาทบทวนตัวเลข GDP ให้สอดคล้องกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่แท้จริง
เครื่องจักรเศรษฐกิจ 4 ด้าน
1. การลงทุนอุตสาหกรรม AI และ Data Center: การขอรับการส่งเสริมการลงทุน ผ่านสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ต่อเนื่อง 3 ปี (ปี 67-69) มีมูลค่าสูงถึงปีละกว่า 1 ล้านล้านบาทขึ้นไป โดยเฉพาะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และ AI Data Center นอกจากนี้ ธนาคารโลก ระบุชัดเจนว่าไทยอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของ AI และ Data Center ซึ่งการลงทุนขนาดใหญ่นี้จะเริ่มผลิดอกออกผลอย่างเต็มที่ในอีกราว 3 ปีข้างหน้า คือปี 72 และมีโอกาสดันเศรษฐกิจโตได้ 3-5%
2. การส่งออก: ภาพรวมยังโดดเด่น คาดว่าจะขยายตัวใกล้เคียง 20% โดย ม.หอการค้าไทย ประเมินไว้ที่ 18% ซึ่งได้รับแรงขับเคลื่อนจากการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ตาม สินค้าเกษตร และอุตสาหกรรมเกษตรกลับไม่โดดเด่น และการนำเข้าเครื่องจักรที่พุ่งสูง ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์เกิน 1 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นปัจจัยทอนไม่ให้ GDP โตโดดเด่นเท่าที่ควร
3. การใช้จ่ายภาครัฐ: รัฐบาลใช้โครงสร้างโครงการ ไทยช่วยไทย พลัส วงเงิน 200,000 ล้านบาท และการปรับโครงสร้างพลังงานอีก 200,000 ล้านบาท เพื่อพยุงเศรษฐกิจในภาวะต้นทุนน้ำมันแพง จนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหนี้กว่าแสนล้านบาท
4. ภาคการท่องเที่ยว: จากเดิมที่ทุกสำนักคาดการณ์ไว้ที่ 32-34 ล้านคน ล่าสุด ม.หอการค้าไทย ได้ปรับลดตัวเลขคาดการณ์นักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้ เหลือเพียง 31.5 ล้านคน ติดลบราว 4% กว่า (จากต้นปีติดลบประมาณ 3% ปัจจุบันติดลบ 4.5%) จากปัจจัยสงครามในตะวันออกกลาง และราคาน้ำมันเป็นสำคัญ
*ผลสำรวจเจาะลึกวิกฤตท่องเที่ยว ขีดความสามารถแข่งขันถดถอย
จากผลสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการเรื่องการท่องเที่ยว พบว่า ไทยเผชิญปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันอย่างหนัก โดยการแข่งขันในภูมิภาค พบว่า ไทยไม่สามารถแข่งขันกับมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์ได้อย่างโดดเด่นเพียงพอ
ส่วนประเทศคู่แข่งสำคัญ เช่น เวียดนาม ดึงดูดนักท่องเที่ยวไปด้วยความคุ้มค่า ค่าใช้จ่ายถูกกว่า และแหล่งท่องเที่ยวสดใหม่กว่า แม้ผู้ประกอบการส่วนใหญ่จะมองว่าไทยยังพอแข่งขันกับเวียดนามได้ก็ตาม โดยนักท่องเที่ยวรัสเซียเดินทางไปเวียดนามราว 150,000 คน ขณะที่เดินทางมาไทยคาดว่าอยู่ที่ 1.8 ล้านคน
ในส่วนของการแข่งขันกับตลาดอื่น ไทยเสียเปรียบตลาดที่ค่าเงินอ่อนค่าอย่างญี่ปุ่น รวมถึงจีนที่เติบโตโดดเด่น และเกาหลีใต้ที่มีการจำกัดวีซ่าคนไทย โดยผู้ประกอบการชี้ชัดว่าไทยแข่งขันกับประเทศเหล่านี้ไม่ได้ ทั้งนี้ เกิดพฤติกรรมนักท่องเที่ยวที่เปลี่ยนไป เช่น คนจีนไม่ไปญี่ปุ่น แต่ไม่กลับมาไทย โดยเลือกไปเกาหลีใต้ ส่วนคนญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ก็ไม่มาไทย
สำหรับโอกาสที่ยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับไปสู่ระดับ 40 ล้านคน เท่ากับช่วงก่อนวิกฤตโควิด-19 ในปี 62 ซึ่งไทยเคยเป็นแชมป์อันดับ 2 ของเอเชียด้วยจำนวนนักท่องเที่ยวสูงถึง 40 ล้านคนนั้น ในผลสำรวจระบุว่า ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ถึง 71% (รวมผู้ที่ไม่แน่ใจ) และ 62% (เฉพาะกลุ่มที่ระบุชัดเจน) มองว่าไทยต้องรอจนถึงปี 74 (อีก 5 ปีข้างหน้า) หรือหลังจากนั้น จึงจะมีโอกาสที่นักท่องเที่ยวต่างชาติจะกลับไปแตะ 40 ล้านคนได้อีกครั้ง
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า ปัญหาอุปสรรคมาจากปัจจัยควบคุมไม่ได้ และข้อจำกัดในประเทศ โดยอุปสรรคที่เกิดขึ้นมาจากปัจจัยภายนอก เช่น ราคาน้ำมันแตะระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล จากภาวะสงครามตะวันออกกลาง และข่าวในเชิงลบจาก Influencer ต่างประเทศเกี่ยวกับปัญหาความปลอดภัย และแก๊งสแกมเมอร์ในไทย ทำให้นับตั้งแต่มีเหตุการณ์ลักพาตัวดารา ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวจีนไม่เคยกลับมาถึงระดับ 10 ล้านคน โดยปัจจุบันอยู่ที่ประมาณ 5 ล้านคนเศษ ต่ำกว่าระดับ 6 ล้านคนเมื่อ 2 ปีก่อน
ส่วนข้อจำกัดที่ไทยแก้ไขได้ (มีสัดส่วน 1 ใน 4) คือเรื่องความสับสนในนโยบายวีซ่า และกระแสแนวนโยบายการจัดเก็บค่าเดินทางออกนอกประเทศ ตลอดจนการปิดด่านชายแดน ที่ทำให้นักท่องเที่ยวจากกัมพูชาหายไปราว 500,000 คน
ทั้งนี้ ตัวเลขการใช้จ่าย ข้อมูลจากกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาชี้ว่า นักท่องเที่ยวยังคงใช้จ่ายเฉลี่ยใกล้เคียงเดิมที่ 48,000 บาทต่อคน (เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจาก 47,800 บาท มาเป็น 48,700 บาท) แม้ปัจจุบันจะมีกลุ่มเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง (FIT) มากขึ้นแทนกลุ่มทัวร์ศูนย์เหรียญ แต่การใช้จ่ายเฉลี่ยไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คาดว่ารายได้ท่องเที่ยวปีนี้ จะอยู่ที่ 1.5 ล้านล้านบาท และปีหน้าอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านล้านบาท
*ข้อเสนอแนะเร่งด่วน 5 อันดับแรกจากภาคธุรกิจ
จากผลการสำรวจภาคการท่องเที่ยว มีข้อเรียกร้องเชิงนโยบายต่อภาครัฐ ดังนี้
1. การเพิ่มที่นั่งและเที่ยวบินตรงก่อนฤดูท่องเที่ยว: ได้รับคะแนนเป็นอันดับ 1 เนื่องจากภาคธุรกิจมองว่าติดขัดเรื่องเที่ยวบินตรงและที่นั่ง รัฐบาลควรพิจารณาว่าจะให้การบินไทยหรือสายการบินอื่นเข้ามาสนับสนุนอย่างไร
2. การแก้ไขปัญหาด่านชายแดน: โดยเฉพาะความสะดวกบริเวณด่านสะเดา เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวมาเลเซีย
3. นโยบายวีซ่าที่ชัดเจนและคงที่: เพื่อลดความสับสนของเอเจนซี่และนักท่องเที่ยว
4. การปราบปรามกลุ่มทุนสีเทาและธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง
5. การสื่อสารด้านความปลอดภัยแบบเจาะจงรายตลาด: เพื่อลบภาพลักษณ์เชิงลบเรื่องความไม่ปลอดภัยและปัญหาสแกมเมอร์
สำหรับเป้าหมายปี 70 นั้น ตั้งเป้าจำนวนนักท่องเที่ยวไว้ที่ 34 ล้านคน ขยายตัวเพิ่มขึ้น 7.5% และสร้างรายได้ 1.6 ล้านล้านบาทขึ้นไป โดยอาศัยตลาดหลักอย่างจีน ที่คาดว่าจะเข้ามาประมาณ 6 ล้านกว่าคน และกลุ่มอาเซียนรวมกันประมาณ 10 ล้านคน โดยคาดว่าจะผ่านจุดต่ำสุดในปีนี้ และฟื้นตัวได้จากภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นหลังการประชุม IMF-World Bank 2026, ราคาน้ำมันตลาดโลกที่น่าจะคลายตัวลง และค่าตั๋วเครื่องบินที่เริ่มปรับลดลง
ส่วนโอกาสที่ตัวเลขนักท่องเที่ยวปี 69 จะแตะ 33 ล้านคนนั้น นายธนวรรธน์ มองว่า เป็นไปได้ยาก โดยตัวเลขที่ดีที่สุดคือ 31.5 ล้านคน หรืออาจต่ำกว่านั้น เนื่องจากข้อมูลล่าสุด 10 เดือน (ถึงเดือนต.ค. 69) มีนักท่องเที่ยวสะสมอยู่ที่ 25.5 ล้านคน หากจะให้ได้ตัวเลขตามเป้าเดิม อีก 2 เดือนที่เหลือของปีนี้ จะต้องมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาสูงถึงเดือนละ 3 ล้านคน ซึ่งทำได้ยากมากในทางปฏิบัติ เนื่องจากค่าตั๋วเครื่องบินในเดือนธ.ค. ถูกกำหนดราคาไว้สูงหมดแล้ว ตามต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มขึ้น
*ต่างชาติตื่นตระหนก เตือนสำรองเสบียง 72 ชั่วโมง
ส่วนกรณีบางประเทศประกาศเตือนประชาชนให้สำรองอาหารและสิ่งของจำเป็น 72 ชั่วโมง นายธนวรรธน์ มองว่า ไม่น่าส่งผลกระทบรุนแรงต่อการท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว หากวางแผนและจองตั๋วไว้แล้ว มักจะเดินทางตามปกติ การเตือนดังกล่าวเป็นเพียงมาตรการซ้อมรับมือ หรือแจ้งเตือนชั่วคราว
ส่วนกรณีของยุโรปเป็นความกังวลเรื่องการถูกโจมตีทางไซเบอร์ (แฮกเกอร์) จนกระทบระบบอาหารแช่แข็ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอยู่อาศัยระยะยาวมากกว่าการท่องเที่ยวระยะสั้น และเหตุการณ์ประท้วงในยุโรปน่าจะมีผลกระทบมากกว่า ด้านญี่ปุ่นเป็นประเด็นเรื่องภัยพิบัติที่คาดเดาได้ยาก แต่สนามบินไม่น่าจะปิดหรือโล่ง
ในส่วนของไทย อาจได้รับอานิสงส์เชิงบวกในช่วง High Season เนื่องจากประเทศไทยไม่มีการประกาศเตือนในลักษณะดังกล่าว ไทยมีความมั่นคงทางอาหารสูง ไม่มีปัญหาแผ่นดินไหวรุนแรง และสถานการณ์อุทกภัย สถิติล่าสุดมวลน้ำไหลลงสู่ภาคใต้ แต่จังหวัดท่องเที่ยวสำคัญ เช่น ภูเก็ต (น้ำท่วมผ่านพ้นไปแล้ว), กระบี่, พังงา หรือเกาะสมุย ยังไม่มีความเสี่ยงรุนแรง จึงไม่มีเหตุผลที่จะกระทบต่อการท่องเที่ยวไทย
ปัญหาสำคัญที่สุดของไทย คือปีหน้า ปัจจุบันภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับความสับสน ไร้ทิศทาง ขาดแพทเทิร์น ตลาดกระจัดกระจาย และถูกคู่แข่งอย่างเวียดนามแย่งชิงไป ขณะที่ปัญหา Influencer ในต่างประเทศพูดถึงไทยในมิติเชิงลบเรื่องความปลอดภัยยังไม่ได้รับการแก้ไขที่ต้นทาง จนลามไปกระทบทำให้นักศึกษาจีนไม่กล้าเข้ามาเรียนในไทย หากไทยปล่อยให้สูญเสียตำแหน่งผู้นำการท่องเที่ยวของเอเชียไปนาน เสน่ห์และความโดดเด่นจะเลือนหายไปอย่างถาวร ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกภาคส่วนต้องเร่งหาทางออกร่วมกัน นายธนวรรธน์ กล่าว
*2 ฉากทัศน์การเมืองสหรัฐฯ ผลกระทบสงคราม ราคาน้ำมัน และกำแพงภาษี
นายธนวรรธน์ ได้วิเคราะห์การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งเดิมพรรครีพับลิกันครองเสียงข้างมากทั้งสองสภา โดยแบ่งเป็น 2 ฉากทัศน์สำคัญ ดังนี้
ฉากทัศน์ที่ 1: พรรคเดโมแครต คว้าชัยครองเสียงข้างมาก ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา (มีความเป็นไปได้สูง)
ตามหลักรัฐศาสตร์ จะสะท้อนว่าประชาชนส่งสัญญาณไม่เห็นด้วยกับการบริหารงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ทำให้ทรัมป์ต้องปรับตัว เพื่อรักษาฐานเสียงสำหรับการเลือกตั้งประธานาธิบดีในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยรัฐบาลสหรัฐฯ จำเป็นต้องเร่งคลี่คลายปัญหาค่าครองชีพที่สูงจากราคาน้ำมัน ซึ่งปัจจุบันน้ำมันแตะ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และอัตราเงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่ที่ 3.4% ซึ่งเสี่ยงทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมถึงธนาคารกลางแห่งอื่น ๆ และญี่ปุ่นต้องปรับขึ้นดอกเบี้ย
ทั้งนี้ คาดว่าจะส่งผลให้เกิดการเจรจาสันติภาพอย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบันตุรกี และปากีสถาน กำลังเป็นคนกลางเจรจาดึงอิหร่านเข้าสู่โต๊ะเจรจา หากสงครามคลี่คลาย ราคาน้ำมันจะลดลงสู่ระดับ 80-90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ในช่วงปลายปีนี้ถึงต้นปีหน้า (ไตรมาสที่ 1) ซึ่งจะส่งผลบวกอย่างมากต่อการท่องเที่ยวของไทย และของโลก
ด้านสงครามการค้า สหรัฐฯ เริ่มผ่อนคลายการใช้ภาษีกับจีนจนถึงเดือนม.ค. ปีหน้า และเริ่มหันมาซื้อน้ำมันจากรัสเซีย สำหรับประเทศไทยที่มีการเจรจากรอบ ART และอยู่ภายใต้มาตรา 301 ที่อัตราภาษี 12.5% (ใกล้เคียงเวียดนาม และมาเลเซียที่เสีย 10%) น่าจะมีการลงนามภายในปีนี้ และไม่ควรถูกกดดันให้กลับไปเสียภาษีสูงถึง 19% ทั้งนี้ การที่ไทยเกินดุลการค้าสหรัฐฯ จากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ตามกระแส AI นั้น ไทยได้ชี้แจงและมีมาตรการป้องกันการสวมสิทธิ์สินค้า (Transshipment) ไว้อย่างชัดเจน
ฉากทัศน์ที่ 2: พรรครีพับลิกันยังคงครองเสียงข้างมากในวุฒิสภา (สภาสูง)
ประธานาธิบดีทรัมป์ จะยังคงใช้อำนาจผ่านวุฒิสภาในการยับยั้ง (Veto) กฎหมาย และเดินหน้างบประมาณด้านสงครามต่อไปได้ ทำให้โอกาสการเกิดสันติภาพ และการผ่อนคลายสงครามการค้าล่าช้ากว่ากรณีแรก
โดย ปภัสสร องค์พิเชฐเมธา/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์