นายนาถะ ดวงวิชัย ผู้อำนวยการสำนักงานกรรมาธิการ 2 กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรว่า แนวทางที่ออกมานั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นระเบียบที่ออกมาตั้งแต่ปี 2562 เพียงแต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการโต้แย้งการดำเนินงาน จึงทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน พร้อมยืนยันว่า ไม่มีคำว่ากติกาใหม่ กติกาเก่า มีกติกาเดียวตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา
ส่วนการนัดประชุมของประธานกรรมาธิการเป็นกรณีพิเศษนั้น แนวทางดังกล่าวไม่ใช่การริดรอนสิทธิ ประธานยังสามารถนัดประชุมเป็นกรณีพิเศษได้ เพียงแค่การจะนัดประชุมต้องขอให้มีการตรวจสอบองค์ประชุม โดยการตรวจสอบเสียงของกรรมาธิการก่อนว่าพร้อมจะมาประชุมหรือไม่ เพื่อให้ครบองค์ประชุม เช่นเดียวกับเวลาที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะนัดประชุมเรื่องต่างๆ ก็จะต้องมีการคุยกับวิปฝ่ายค้านและวิปรัฐบาลก่อน ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรต้องทำเพื่อให้องค์ประชุมครบ
ทั้งนี้ หากมีเรื่องที่เกี่ยวข้องกันหลายคณะ ก็เป็นอำนาจของประธานสภาผู้แทนราษฎรกับประธานกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องจะต้องมาพูดคุยกันว่า จะให้คณะใดเป็นเจ้าภาพหรือประชุมร่วมกัน ย้ำว่าไม่มีข้อไหนที่เป็นการริดรอนอำนาจของประธานกรรมาธิการ
สำหรับการเรียกเอกสารและบุคคลตามมาตรา 129 อำนาจในการเรียกเอกสารและบุคคลนั้นเป็นของคณะกรรมาธิการ ไม่มีท่อนไหนที่บอกว่าเป็นของประธานกรรมาธิการ และคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญของระบุไว้ว่าอำนาจเรียกหรือการเรียกที่มาตรา 129 เขียนนั้นเป็นการเชิญหรือขอความร่วมมือให้ส่งเอกสารหรือมาเสนอข้อเท็จจริง ดังนั้น ในกระบวนการที่เราคุยกันอยู่ในวันนี้ไม่มีอะไรที่เป็นแนวใหม่ ทุกอย่างอยู่ภายใต้ที่เคยเป็นและอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ ข้อบังคับ ระเบียบที่เคยเขียนไว้ เพียงแค่ที่ผ่านมาไม่เคยมีการโต้แย้งอะไรหลายๆ อย่าง จึงทำให้เกิดความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน
ด้านนายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า อยากให้การทำงานของคณะกรรมาธิการทำได้เต็มที่ในการตรวจสอบรัฐบาลและหน่วยงานรัฐ และคิดว่าการวางมาตรฐานในเรื่องนี้ที่ถูกต้องไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องของสภาชุดใดชุดหนึ่ง แต่เป็นการวางบรรทัดฐานในอนาคตด้วยว่าไม่ว่ารัฐบาลจะประกอบไปด้วยพรรคการเมืองใดก็ตาม เราต้องการให้สภาฯ และกลไกของคณะกรรมาธิการ สามารถตรวจสอบรัฐบาลได้ทุกยุคทุกสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ส่วนที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ท้าให้ไปยื่นฟ้องต่อคณะกรรมการการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายพริษฐ์ ระบุว่า ไม่ต้องท้า เพราะเรามีการตรวจสอบตลอดอยู่แล้ว หากเราเห็นว่ามีข้อมูลและการกระทำที่ผ่านมาเข้าข่ายการทำหน้าที่โดยมิชอบ เราก็พร้อมที่จะใช้สิทธิ์ตามขั้นตอนอยู่แล้ว
เมื่อถามว่า การแก้ปัญหาตรงนี้เป็นไปได้หรือไม่ที่จะลดจำนวนคณะกรรมาธิการสามัญ เพื่อแก้ไขปัญหาการทำงานซ้ำซ้อน นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนคิดว่าการทบทวนเรื่องของจำนวนคณะกรรมาธิการจาก 35 คณะให้มีจำนวนที่น้อยลงนั้น มีสส.จากพรรคประชาชนเสนอไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งคิดว่าเป็นวาระที่สามารถหารือกันได้ แต่เป็นคนละเรื่องกับการแก้ไขปัญหาเรื่องการทำงานซ้ำซ้อน เพราะถ้าเราไปดูทั้ง 35 คณะ ถ้าเราปรับลดให้มีจำนวนน้อยลงก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าจะมีบางเรื่อง ที่อาจจะคาบเกี่ยวหลายคณะ เช่น ปัญหาหนี้สินครู ถ้าตามโครงสร้างปัจจุบันก็คาบเกี่ยวคณะกรรมาธิการหนี้สิน และคณะกรรมาธิการการศึกษา ถ้า 2 คณะนี้จะพิจารณาก็คิดว่าไม่เกินขอบเขตอำนาจของเขา ดังนั้น การส่งเสริมให้มีการปรึกษาหารือร่วมกันระหว่างประธานคณะกรรมาธิการทั้ง 2 คณะ ก็จะเป็นทางออกที่ดี ทำให้เราสามารถทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้
ผมขอย้ำว่าเข้าใจถึงเจตนารมย์และเห็นด้วยกับการพยายามที่จะแก้ไขปัญหาซ้ำซ้อน ในการทำงานของคณะกรรมาธิการ และการพยายามที่จะส่งเสริมบรรยากาศให้มีการหารือร่วมกัน แต่คิดว่าทางออกที่ออกมาการไปกำหนดว่าทุกการกระทำจะต้องมีมติอย่างเคร่งครัด ผมคิดว่าไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาอย่างถูกจุด แต่ถ้าโจทย์คือการแก้ไขปัญหาซ้ำซ้อนและการหารือร่วมกันตรงนี้เราพร้อมที่จะรับฟัง และหาทางออกร่วมกัน แต่ทางออกไม่ใช่เป็นไปตามแนวทางที่ประธานออกมาเพราะเป็นการทำลายการตรวจสอบถ่วงดุลของสภาฯนายพริษฐ์ กล่าว
ขณะที่นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหากรณีมีเจตนาปิดกั้นการตรวจสอบของฝ่ายค้านว่า หากไปดูในข้อบังคับปี 2562 ตนเป็นผู้เสนอให้ปลดล็อคเอกสารอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะก่อนหน้านี้จะต้องส่งข้อมูลและภาพรวมถึงคลิปต่างๆให้สภาตรวจสอบก่อน แต่ตนเป็นผู้เสนอว่าไม่ต้องตรวจสอบเอกสารหรือข้อมูลก่อน เพราะฝ่ายรัฐบาลจะไหวตัวทัน ถือเป็นการให้อำนาจกับฝ่ายค้าน นอกจากนี้ตนยังเห็นว่ากรรมาธิการไม่มีอำนาจในการเรียกมาชี้แจง จึงเป็นผู้ร่วมผลักดันในการแก้กฎหมายคำสั่งเรียกแบบที่สภาใช้อยู่ปัจจุบัน เพื่อติดอาวุธให้กรรมาธิการใช้ตรวจสอบฝ่ายบริหาร
เจตนารมณ์ของระบบกรรมาธิการ คือการเป็นองค์คณะตรวจสอบ ไม่ใช่อาวุธทำลายล้างทางการเมือง เพราะกรรมาธิการคือการทำงานเชิงระบบหากใช้อำนาจของกรรมาธิการผิดทาง หรือเกินเลยจะเกิดผลกระทบอย่างร้ายแรง ดังนั้นการทำหน้าที่กำกับดูแลฝ่ายบริหาร และการใช้อำนาจจึงต้องมีความรัดกุม และต้องเป็นมติของที่ประชุมไม่ใช่ว่าประธานจะชี้หรือทำอะไรก็ได้
ส่วนกรณีที่มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลล็อคเสียงข้างมากไว้ทั้งหมด นายนิกร ยืนยันว่าไม่ใช่ หากใช้วิธีเสียงข้างมากจริง ฝ่ายรัฐบาลสามารถเป็นประธานคณะกรรมาธิการได้ทั้งหมด แต่เราจะเห็นว่าขณะนี้มีการแบ่งโควตาให้ฝ่ายค้าน ดังนั้นตนจึงเสนอว่าควรจะสลายความเป็นฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในคณะกรรมาธิการ เพราะควรที่จะเป็นองค์คณะในการตรวจสอบ ทำหน้าที่ร่วมกันไป แต่ปัจจุบันกรรมาธิการบางคณะทำตัวเป็นฝ่ายค้าน ดังนั้นจึงต้องทำการตรวจสอบให้เสมอกัน
โดย รฐฦ/รัชดา คงขุนเทียน