มองมุมต่าง: DELTA-SCC-PTTEP เมื่อนักวิเคราะห์ประเมินงบพลาด คนเจ็บคือ รายย่อย!!

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday November 4, 2026 14:04 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นักวิเคราะห์อาจจะปรับประมาณการได้ในบทวิเคราะห์ฉบับถัดไป แต่รายย่อยที่ซื้อหุ้นตามความคาดหวังเดิม อาจต้องใช้เวลานานกว่าจะพาพอร์ตกลับมาที่เดิม

ทั้งหมดนี้ คือ ความรู้สึกที่ตลาดทุนควรรับฟัง เมื่อผลประกอบการของบริษัทขนาดใหญ่ทยอยออกมาต่ำกว่าประมาณการ และคำอธิบายที่นักลงทุนได้รับมักจบลงด้วยประโยคคุ้นหูว่า กำไรต่ำกว่าคาด จึงปรับลดประมาณการ และราคาเป้าหมาย

แต่ก่อนจะถึงเวลาปรับลดตัวเลขใหม่ ใครจะเป็นคนอธิบายตัวเลขคาดการณ์เก่า ให้คนที่ใช้ประกอบการลงทุนได้เข้าใจล่ะ?

กรณีของ บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) [DELTA] , บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย [SCC] และล่าสุด บมจ.ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม [PTTEP] ทำให้คำถามนี้มีน้ำหนักมากขึ้น เพราะตามภาพรวบรวมประมาณการของ Consensus กับ ตัวเลขกำไรจริงของทั้งสามบริษัทต่ำกว่าประมาณการค่าเฉลี่ยของโบรกเกอร์

DELTA มีประมาณการจาก 8 สำนัก เฉลี่ย 8,545 ล้านบาท แต่กำไรจริงอยู่ที่ประมาณ 7,757 ล้านบาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 788 ล้านบาท หรือประมาณ 9.2% แม้สำนักที่ประเมินต่ำที่สุดในภาพจะคาดไว้ 8,281 ล้านบาท ก็ยังสูงกว่าผลประเมินจริง

SCC มีประมาณการจาก 14 สำนัก เฉลี่ย 3,936 ล้านบาท ขณะที่กำไรจริงอยู่ที่ประมาณ 2,386 ล้านบาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 1,550 ล้านบาท หรือประมาณ 39.4% โดยประมาณการอยู่ระหว่าง 2,7705,100 ล้านบาท

ช่องว่างดังกล่าว จึงมีตั้งแต่การคาดการณ์ผิดคาดพอสมควรไปจนถึงกำไรจริงออกมาไม่ถึงครึ่งของตัวเลขที่ประเมินไว้

ล่าสุด PTTEP เข้ามาเป็นอีกกรณี ตามภาพรวมประมาณการจาก 13 สำนัก ค่าเฉลี่ยกำไรไตรมาส 3/2569 อยู่ที่ 19,787 ล้านบาท แต่กำไรจริงอยู่ที่ประมาณ 14,709 ล้านบาท ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยถึง 5,078 ล้านบาท หรือประมาณ 25.7%

สำหรับประมาณการรายสำนักในภาพของ PTTEP อยู่ระหว่าง 17,747-21,317 ล้านบาท เท่ากับว่ากำไรจริงต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของทุกสำนักเช่นกัน โดยต่ำกว่าประมาณการรายสำนักราว 17-31%

ที่น่าสนใจคือ ภาพดังกล่าวสะท้อนว่าค่าเฉลี่ยประมาณการคาดกำไร PTTEP เติบโตจากปีก่อนประมาณ 56% แต่ผลจริงเติบโตประมาณ 13 % ขณะที่คาดว่าจะลดลงจากไตรมาสก่อนประมาณ 27% แต่ผลจริงลดลงประมาณ 46% ความคลาดเคลื่อนจึงไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขกำไร แต่รวมถึงระดับความแข็งแกร่งของผลประกอบการที่นักลงทุนอาจคาดหวังไว้ด้วย

แม้บริษัทจะมีกำไรเพิ่มขึ้นได้ แต่คนถือหุ้นยังผิดหวังได้ หากราคาที่จ่ายไปตั้งอยู่บนความคาดหวังที่สูงกว่า ก็จะมีผลสะท้อนออกมาที่ราคาหุ้น

สำหรับ DELTA และ SCC ความผิดหวังเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาหุ้นปรับตัวลงแรง วันที่ 29 ตุลาคม 2569 DELTA ลดลง 4.74% ส่วน SCC ลดลง 5.76% ท่ามกลางแรงขายหุ้นขนาดใหญ่และความกังวลหลายด้านของนักลงทุนในตลาด

DELTA ยังปรับลงต่อ โดยราคาปิดจาก 235 บาทในวันที่ 27 ตุลาคม เหลือ 203 บาทในวันที่ 30 ตุลาคม ลดลงประมาณ 13.6% ในสามวันทำการหลังประกาศงบ หากมีผู้ที่ถือหุ้นมูลค่า 100,000 บาท ณ ราคาปิดวันที่ 27 ตุลาคม จะเห็นมูลค่าลดลงเหลือประมาณ 86,400 บาท

กลับมาที่ ผลประกอบการต่ำกว่าคาดเป็นหนึ่งในแรงกดดันที่มีการกล่าวถึงหลัง DELTA ประกาศงบ แต่การปรับลงทั้งหมดไม่อาจยกให้เป็นผลจากประมาณการผิดเพียงอย่างเดียว เพราะยังมีทั้งทิศทางหุ้นเทคโนโลยีโลก ภาวะตลาด และปัจจัยเฉพาะธุรกิจเข้ามาประกอบ

ส่วน SCC ก็เผชิญแรงกดดันในช่วงที่ตลาดกังวลทั้งงบ นโยบายพลังงาน และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ควรถกเถียงอย่างจริงจังคือ หากความคาดหวังที่สูงเกินจริงมีส่วนในการตัดสินใจซื้อหุ้นและดันให้ราคาหุ้นพุ่งตามความคาดหวัง เมื่อผลจริงไม่ถึงเป้า นักลงทุนก็ต้องรับผลกระทบจากช่องว่างนั้นด้วย ผลขาดทุนของพอร์ต

คนที่ใช้บทวิเคราะห์ประกอบการลงทุนไม่ได้ต้องการเพียงตัวเลขใหม่ แต่ต้องการคำอธิบายว่า สมมติฐานเดิมผิดตรงไหน รายได้ต่ำกว่าคาด ต้นทุนสูงกว่าคาด ภาษีต่างจากที่ประเมิน หรือมีรายการพิเศษอะไรที่ทำให้ผลจริงห่างออกไปมาก

ยิ่งหลายสำนักประเมินสูงกว่าผลจริงไปในทิศทางเดียวกัน ก็ยิ่งควรตรวจสอบว่าเกิดจากข้อมูลที่ทุกฝ่ายยังเข้าถึงไม่ได้ หรือมีสมมติฐานบางอย่างที่นักวิเคราะห์เชื่อร่วมกันมากเกินไป หรือแม้แต่การเชื่อมั่นในคำพูดของแหล่งข่าวที่มากเกินไป

แต่คงไม่กล้าที่จะคิดไปว่าจะมีการลอกการบ้านกันหรือไม่ เพราะยังไม่มีหลักฐานที่ประจักษ์ชัด ซึ่งการเห็นตรงกันหลายสำนักอาจเพิ่มความมั่นใจให้คนอ่าน แต่ไม่ได้รับประกันความถูกต้อง

นักลงทุนมีหน้าที่รับผิดชอบต่อเงินของตัวเอง แต่นั่นไม่ได้ทำให้ผู้จัดทำบทวิเคราะห์พ้นจากหน้าที่อธิบายคุณภาพของประมาณการ เพราะความน่าเชื่อถือไม่ได้วัดกันเฉพาะวันที่คาดการณ์ถูก หากยังวัดจากความตรงไปตรงมาในวันที่คาดผิดด้วย

รายย่อยไม่ได้ต้องการนักวิเคราะห์ที่ทายถูกทุกครั้ง แต่ต้องการรู้ว่า ตัวเลขที่เคยเชื่อมั่นตั้งอยู่บนสมมติฐานอะไร ผิดพลาดตรงไหน และบทวิเคราะห์ฉบับต่อไปจะเรียนรู้อะไรจากความคลาดเคลื่อนครั้งนี้

หากคำอธิบายยังจบเพียง ต่ำกว่าคาด จึงปรับลดประมาณการ คำถามเรื่องการสังคายนางานวิเคราะห์ก็ควรเริ่มต้นได้แล้ว

เพราะนักวิเคราะห์สามารถแก้ไขตัวเลขประมาณการได้ใน paper ฉบับหน้า แต่รายย่อยที่เขาเชื่อและซื้อหุ้นตามไปแล้ว ซึ่งพวกเขาเหล่านั้น ไม่สามารถแก้ไขราคาที่ซื้อ เหมือนอย่างที่นักวิเคราะห์ชอบทำหลังประเมินผิดพลาดอยู่บ่อยๆ

โดย ธิติ ภัทรยลรดี


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ