KAsset หั่นเป้า SET ปีนี้สู่ 1,600 จุด ท่ามกลาง P/E ลดลงทั่วโลก แต่มองเปิดโอกาสทองจัดพอร์ตกระจายเสี่ยงลุยหุ้นปันผลสูง

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday November 4, 2026 17:44 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายวิน พรหมแพทย์, CFA ประธานกรรมการบริหาร บลจ.กสิกรไทย (KAsset) กล่าวถึง ทิศทางการลงทุนและกลยุทธ์จัดพอร์ต หลังผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ ที่พรรคเดโมแครตได้คะแนนเสียงค่อนข้างดี สะท้อนว่าประชาชนไม่พอใจเรื่องค่าครองชีพและราคาน้ำมัน แม้ในสภาจะมีความพยายามคานอำนาจกัน แต่มุมมองตลาดมักชอบนโยบายที่ไม่สุดไปทางใดทางหนึ่ง ซึ่งช่วยลดความผันผวนระยะยาว ปัจจัยที่มีผลต่อหุ้น Tech และ AI ตลาดรับข่าวความกังวลเรื่องการควบคุม Data Center ในรัฐเท็กซัส ชั่วคราว แต่เริ่มคลายกังวลลง

ส่วนราคาน้ำมันทรงตัวระดับสูงใกล้ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล แต่โอกาสปรับขึ้นต่อแรงๆ ค่อนข้างจำกัด โดยหากราคาน้ำมันปีหน้าทรงตัวเท่าเดิม เมื่อวัดแบบปีต่อปี (YoY) อัตราเงินเฟ้อจะไม่พุ่งสูง จะทำให้ แรงกดดันที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ยลดลง คาดว่าจะขึ้นอีกเพียง 1-2 ครั้ง ในปีหน้าซึ่งเป็นผลบวกต่อตลาดตราสารหนี้

นายวิน ยังย้ำถึงการจัดพอร์ตที่ให้ความสำคัญกับการกระจายการลงทุน ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ ปรับฐานลง แต่กำไรยังเติบโตดีและ P/E ไม่แพง หลังราคาที่ขึ้นมาสูงทำให้ตลาดคาดหวังไว้มาก ทั้งนี้ แนะนำให้จัดพอร์ตหลักลงทุนหุ้นโลก ซึ่งมีสัดส่วนหุ้นสหรัฐ 60% และเป็นหุ้นเทค 40% ดังนี้ จึงจัด Core Portfolio กระจายไปในหลายสินทรัพย์ อย่างกองทุน K-Wealthplus Series ช่วยลดความเสี่ยงได้ดี เพราะเมื่อหุ้นเทคปรับฐาน แต่ตราสารหนี้และสินทรัพย์อื่นจะปรับตัวขึ้นแทน

นอกจากนี้ การจัดพอร์ตตามช่วงวัย (ก่อนเกษียณ และหลังเกษียณ) โดยช่วงก่อนเกษียณ เน้นการเติบโตของเงินทุน (Growth) ลงทุนในหุ้นสัดส่วนสูง คาดหวังผลตอบแทนประมาณ 5-7% ต่อปี ส่วนช่วงหลังเกษียณเน้นการสร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ (Income) เช่น กองทุน K-WPLife Time คาดหวังผลตอบแทนประมาณ 4% ต่อปี โดยจะปรับพอร์ตมาถือหุ้นปันผลสูง (High Dividend) และ REITs รวมกันเกือบ 50% ร่วมกับตราสารหนี้ เพื่อลดความผันผวนและสร้างปันผลรองรับค่าใช้จ่ายประจำวัน ช่วยยืดระยะเวลาการใช้เงินหลังเกษียณออกไปได้อีก 89 ปี

นายวินให้มุมมองตราสารหนี้ต่างประเทศว่ามีความน่าสนใจสูง เช่น กองทุน K-GBOND ที่มี Yield เฉลี่ยสูงถึงประมาณ 8% (ก่อนค่าธรรมเนียม) ซึ่งเป็นระดับที่สูงมากในรอบ 20 ปี แนะนำลงทุนระยะยาว 35 ปีขึ้นไป ส่วนทองคำช่วงที่ราคาย่อลงมาแตะระดับ 3,900-4,000 ดอลลาร์ เป็นโอกาสเข้าสะสม เนื่องจากมีแรงซื้อต่อเนื่องจากธนาคารกลางและนักลงทุนสถาบัน แต่น้ำมันแนะนำให้รอราคาย่อตัวแล้วค่อยทยอยซื้อเพิ่ม เพื่อใช้เป็นตัวช่วยลดความเสี่ยง (Hedge) จากปัจจัยสงครามและภูมิรัฐศาสตร์ สำหรับตลาดหุ้นไทย

นายวิน มองว่า หุ้นไทยมีจุดแข็งหลักอยู่ที่ หุ้นปันผลสูง (High Dividend) และกองทุน REITs/Thai ESG ซึ่งให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลประมาณ 56% ถึง 79% ต่อปี รวมถึงกลุ่ม Defensive (ธนาคาร, พลังงาน, ค้าปลีก, สื่อสาร) และการท่องเที่ยวที่เน้นกลุ่มลูกค้าระดับบน

*หุ้นไทยปีนี้ 1,600 ก็หรูแล้ว

นางสาวภารดี มุณีสิทธิ์ CFA, Chief Investment Officer บลจ.กสิกรไทย กล่าวว่า เป้าหมายดัชนีหุ้นไทย (SET) เดิมที่เคยประเมินไว้บริเวณ 1,680-1,700 จุด อาจเป็นไปได้ยากที่จะเห็นภายในปีนี้ จึงปรับลงมาเป็น 1,600 จุด รับแรงกดดันจากการปรับลดลงของระดับ P/E ทั่วโลก ผลจากการเทขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและ AI รวมถึงผลประกอบการของ DELTA ที่ออกมาต่ำกว่าคาด ตลอดจนทิศทางราคาน้ำมันดิบ

ประเมินภาพรวมในปีนี้ผลประกอบการของกลุ่มพลังงานปรับตัวดีขึ้นอย่างมากจากสงครามตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันสูงขึ้น แต่เนื่องจากกลุ่มพลังงานคิดเป็นสัดส่วนกำไรถึง 1 ใน 3 ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด หากราคาน้ำมันปีหน้าทรงตัวอยู่ที่ระดับราว 100 เหรียญ/บาร์เรล อาจทำให้กำไรของกลุ่มนี้จำกัด และกลายเป็น Downside ต่อการเติบโตของกำไรตลาดรวม

แม้ตลาดจะคาดการณ์ว่ากำไร บจ.ในปีหน้าจะเติบโตได้ราว 5% แต่ บลจ.กสิกรไทยประเมินว่ากำไรอาจทรงตัว (Flat) เมื่อเทียบกับปีนี้ โดยปัจจุบันดัชนี SET ที่ระดับ 1,500 จุด ถือว่าลงมาอยู่ในจุดที่ค่อนข้างถูก โดยมี P/E อยู่ที่ 1314 เท่า (ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 15 เท่า) และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) เฉลี่ยของตลาดอยู่ที่ราว 3.5-3.6%

แนะนำเน้นการลงทุนในกลุ่มที่มีความเสถียรและกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากรอบการลงทุนใหม่ ได้แก่ กลุ่มธนาคาร เป็นกลุ่มที่มีผลการดำเนินงานเสถียร ความผันผวนของกำไรต่ำ และได้ผ่านการจัดการปัญหาหนี้เสีย (NPL) ไปแล้วระดับหนึ่ง และได้รับปัจจัยหนุนจากธุรกิจการบริหารจัดการสินทรัพย์ (Wealth Management) และจ่ายเงินปันผลในระดับสูงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉลี่ยสูงกว่า 5% และบางหุ้นให้ Dividend Yield สูงถึง 6-8%

ธีมเน้นการเติบโตจากการลงทุน ได้แก่-กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม และสาธารณูปโภค (ไฟฟ้า-น้ำประปา)รับอานิสงส์โดยตรงจากการขยายตัวของเทคโนโลยี AI และ Data Center รวมทั้งการเร่งตัวของการขอส่งเสริมการลงทุนผ่าน BOI -กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ BOI มีนโยบายผลักดันการส่งเสริมการลงทุนจากเดิมที่เป็นเพียงขั้น ปลายน้ำ ขยับขึ้นสู่ขั้น กลางน้ำ และ ต้นน้ำ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและเชื่อมต่อกับ ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของ AI ในระดับโลก

โดย เสาวลักษณ์ อวยพร


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ