คลัง รื้อเกณฑ์ Local Content รถ EV หนุนตั้งโรงงาน-ใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ปูทางไทยสู่ฐานการผลิตภายในปี 73

ข่าวเศรษฐกิจ Thursday November 5, 2026 16:11 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้ กรมสรรพสามิต จะหารือร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในการพิจารณาหลักเกณฑ์ MIT (Made in Thailand) ซึ่งจะเป็นเกณฑ์ใหม่ ที่ใช้คำนวณสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนที่ผลิตภายในประเทศ (Local Content) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเปลี่ยนผ่านจากเพียงแค่การนำเข้ารถ EV ไปสู่การเป็นฐานการผลิตและส่งออกอย่างแท้จริง โดยเชื่อว่าน่าจะมีข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ และคาดว่าเกณฑ์ดังกล่าว จะเริ่มบังคับใช้ภายใน 3 ปี หรือภายในปี 2573

ส่วนที่หลักเกณฑ์ดังกล่าว ต้องรอให้มีผลบังคับใช้ในอีก 3 ปีข้างหน้านั้น ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า วัตถุประสงค์เพื่อให้โรงงาน หรือผู้ประกอบการได้มีเวลาในการปรับตัว ในขณะที่ช่วงนี้ กรมสรรพสามิต จะต้องไปพิจารณาหลักเกณฑ์ที่เหมาะสมว่าอัตรา Local Content จะต้องไม่ต่ำกว่ากี่เปอร์เซ็นต์ และหากผู้ไม่สามารถทำได้ถึงเกณฑ์ จะต้องเสียภาษีในอัตราใหม่เท่าไรจึงจะเหมาะสม และเป็นธรรมมากที่สุด

เกณฑ์ Local Content ใหม่ของกรมสรรพสามิต จะไม่เหมือนกับเกณฑ์ของกรมศุลกากร เนื่องจากเกณฑ์ของกรมศุลกากร จะเป็นไปตามหลักของ WTO ซึ่งบังคับให้ใช้ Local Content 40% ซึ่งสามารถรวมต้นทุนบัญชี ต้นทุนทางการเงิน หรือกำไรเข้าไปได้ ซึ่งโดยปกติต้นทุนส่วนนี้มีประมาณ 15% แล้ว และยังมีค่าน้ำและค่าไฟอีกราว 5% สะท้อนว่ายังไม่มีการใช้ Local Content จริงจากสัดส่วน 40% ที่กำหนด ดังนั้น สรรพสามิตจึงจะมีวิธีคิดใหม่ โดยจะไม่ให้นำต้นทุนบัญชี ค่าน้ำค่าไฟเข้ามาคำนวณรวม แต่จะต้องเป็นการระบุชัดเจนเลยว่ามีการใช้ Local Content จริงที่เท่าไร เช่น ระบุไปเลยว่ารถคันนี้ใช้เบาะ ประตู กระจก ยางรถยนต์ ที่เป็น Local Content จริง ๆ เท่าไร ส่วนสัดส่วน Local Content ใหม่ของกรมสรรพสามิตจะเป็นเท่าไรนั้น ยังอยู่ระหว่างการทำการบ้านอยู่ นายลวรณ กล่าว

ปลัดกระทรวงการคลัง ระบุว่า ในอนาคตจะมีเกณฑ์การพิจารณาภาษีรถ EV ใน 3 เกณฑ์ ประกอบด้วย 1.มีการตั้งโรงงาน และใช้ Local Content ตามที่กำหนด 2.มีการตั้งโรงงาน แต่ยังใช้สัดส่วน Local Content ต่ำกว่าที่กำหนด และ 3. ไม่มีการตั้งโรงงาน เป็นการนำเข้า EV ทั้งคัน

สำหรับหลักเกณฑ์การพิจารณาภาษีนั้น หากเป็นผู้ประกอบการที่ตั้งโรงงานในประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว จะได้รับอัตราภาษี 10% แต่หากในอนาคตไม่ได้ใช้ Local Content ตามเกณฑ์ใหม่ของกรมสรรพสามิต อาจจะต้องเสียภาษีในเรตกลาง ที่อัตรา 15-20% ซึ่งขณะนี้ กรมสรรพสามิตอยู่ระหว่างการพิจารณา แต่หากเป็นผู้ประกอบการที่มีการตั้งโรงงานในประเทศไทยแล้ว และใช้ Local Content ตามเกณฑ์ ก็จะยังได้ภาษี 10% อยู่เช่นเดิม ส่วนผู้ประกอบการที่ไม่ได้ตั้งโรงงานในประเทศไทย และเป็นการนำเข้ารถ EV ทั้งคัน ก็จะเสียภาษีนำเข้าที่อัตรา 35% ตามที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ เพื่อเป็นการตอบโจทย์ที่ต้องการให้ไทยเป็นฮับอุตสาหกรรม EV

ปลัดกระทรวงการคลัง ยืนยันว่า การปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตรถ EV นำเข้านั้น ไม่ได้เอาใจค่ายรถยนต์จากญี่ปุ่นอย่างแน่นอน และไม่ได้รับแรงกดดันจากใคร แต่กระบวนการทั้งหมดเป็นไปตามแผนที่วางไว้ เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศ โดยล่าสุด พบว่า บริษัท เอเอเอส ออโต้ เซอร์วิส จำกัด และ บริษัท Mitsui&Co., ได้เข้ามาหารือเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้านการลงทุนอุตสาหกรรมกับกระทรวงการคลัง และกรมสรรสามิต

ที่ผ่านมา พออัตราภาษีรถ EV อยู่ที่ 10% ทำให้มีผู้ประกอบการเข้ามาตั้งโรงงานเพื่อผลิต และรับสิทธิประโยชน์ด้านภาษีแล้ว ราว 8 แห่ง แต่เพื่อไม่ให้ทุกอย่างหยุดนิ่ง และเพื่อสร้างความเป็นธรรมกับผู้ประกอบการทั้งหมด เพราะรายที่ไม่ได้มีการตั้งโรงงาน เป็นการนำเข้าทั้งคัน ยังมองว่าอัตราภาษีที่ 10% เขายังพอสู้ หรือแข่งขันได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงได้พิจารณาปรับขึ้นภาษีรถ EV นำเข้าเพิ่มเป็น 35% ทำให้หากจะยังนำเข้าทั้งคัน เชื่อว่าคงไม่สามารถแข่งกับกลุ่มที่ตั้งโรงงานได้ ซึ่งมาตรการนี้ จะทำให้มีการเข้ามาตั้งโรงงานในไทยเพิ่มขึ้น โดยล่าสุด มีการแสดงความจำนงที่จะตั้งโรงงานแล้ว 1 แห่ง คาดว่าจะเป็นโรงงานที่ 9 และจะมีโรงงานที่ 10 ตามมา ส่วนตอนนี้ที่อัตราภาษีใหม่ยังไม่มีผลบังคับใช้ ถือเป็นนาทีทอง แต่เรื่องนี้ยืนยันว่าทุกเจ้ารับรู้ เพราะมีการคุยกันมาสักพักแล้ว นายลวรณ กล่าว

ปลัดกระทรวงการคลัง ยังกล่าวถึงความคืบหน้าของโครงการรถเก่าแลกรถกระบะใหม่ โดยยอมรับว่า กรมสรรพสามิต มีข้อเสนอโครงการดังกล่าวจริง แต่เรื่องยังไม่มีการเสนอเข้ามาที่คณะกรรมการกลั่นกรองการใช้เงินกู้ 4 แสนล้านบาท โดยหลักเกณฑ์ของโครงการดังกล่าว สอดรับกับนโยบายของรัฐบาลที่สนับสนุนให้มีการใช้น้ำมัน B20 และ E20 เพราะรถกระบะใหม่ที่ร่วมโครงการได้ จะต้องสามารถใช้น้ำมัน B20 และ E20 ได้ด้วย

นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนให้มีการผลิตรถกระบะที่รองรับพลังงานทางเลือกดังกล่าวในประเทศอีกด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ทั้งเรื่องสนับสุนการเปลี่ยนผ่านพลังงาน และการหนุนให้ประเทศไทยเป็นฮับของอุตสาหกรรมรถยนต์ EV ด้วย

สำหรับประเด็นที่หลายฝ่ายแสดงความกังวลในเรื่องการกำจัดซากรถยนต์เก่า (รีไซเคิล) ที่จะเข้าร่วมโครงนั้น ปลัดกระทรวงการคลัง มั่นใจว่าประเด็นนี้จะไม่เป็นปัญหา และไม่สร้างปัญหาอย่างแน่นอน เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยมีกำลังความสามารถเพียงพอในการกำจัดซากรถเก่าอยู่แล้ว ที่ปีละประมาณ 10,000 คัน ดังนั้นจึงเชื่อว่าเรื่องนี้จะสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

โดย คลฦ/ กษมาพร กิตติสัมพันธ์


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ