สงครามอิหร่าน-ภาษีทรัมป์จะเปลี่ยนทิศหรือไม่? หลังรีพับลิกันพ่ายศึกเลือกตั้งกลางเทอม

ข่าวต่างประเทศ Friday November 6, 2026 15:11 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์

ชัยชนะอย่างถล่มทลายของพรรคเดโมแครตในการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ถูกมองว่าอาจช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองให้พรรคในการท้าทายนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะการตรวจสอบปฏิบัติการทางทหารในอิหร่าน การผลักดันให้ยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าบางรายการ ตลอดจนการเรียกร้องให้รัฐบาลสหรัฐฯ เพิ่มความช่วยเหลือแก่ยูเครน

อย่างไรก็ตาม แม้พรรคเดโมแครตจะมีเสียงสนับสนุนเพิ่มขึ้นในสภาคองเกรส แต่การผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนโยบายจริงยังไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากประธานาธิบดียังคงมีอำนาจบริหารและสิทธิยับยั้งกฎหมาย หรือวีโต้ (Veto) ขณะที่ความขัดแย้งทางการเมืองภายในสหรัฐฯ ก็อาจเป็นอีกปัจจัยที่ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายติดขัด

สงครามอิหร่าน กับการใช้กลไกงบประมาณกดดันรัฐบาล

ความพ่ายแพ้ของพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งกลางเทอมยิ่งทำให้การตัดสินใจของทรัมป์ในการเปิดฉากสงครามกับอิหร่านถูกจับตามองมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันยังคงมีคำถามว่า สภาคองเกรสที่อยู่ภายใต้การนำของพรรคเดโมแครตจะสามารถกดดันฝ่ายบริหารให้ยุติความขัดแย้งได้มากเพียงใด

เดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล รายงานว่า บุคคลใกล้ชิดของทรัมป์กล่าวโทษว่าสงครามเป็นสาเหตุที่ทำให้พรรคต้องพ่ายแพ้การเลือกตั้ง ขณะที่เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวและพันธมิตรพรรครีพับลิกันบางส่วนมองว่า การทำสงครามดังกล่าวเป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาด

ด้านทรัมป์เองก็ยอมรับว่า สงครามมีส่วนทำให้พรรคต้องสูญเสียเก้าอี้ในสภาจริง แต่ยืนยันว่าตนไม่รู้สึกเสียใจที่ตัดสินใจเปิดฉากยุทธการทางทหารดังกล่าว

ผลการเลือกตั้งครั้งนี้จึงอาจเปิดทางให้พรรคเดโมแครตใช้กลไกของสภาคองเกรสกดดันรัฐบาลเกี่ยวกับการทำสงครามได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเสนอญัตติตามกฎหมายว่าด้วยอำนาจสงคราม (War Powers Resolutions) เพื่อจำกัดหรือยุติปฏิบัติการทางทหารที่ไม่ได้รับความเห็นชอบจากสภา หรือการใช้กระบวนการจัดสรรงบประมาณเป็นเครื่องมือตัดเงินสนับสนุนการทำสงคราม

เจสัน โครว์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากรัฐโคโลราโด พรรคเดโมแครต และกรรมาธิการด้านการทหารของสภาผู้แทนราษฎร เปิดเผยกับซีบีเอส นิวส์ ว่า ที่ผ่านมา สภาคองเกรสได้ลงมติเกี่ยวกับความขัดแย้งดังกล่าวไปแล้ว 7 ครั้ง และมีมติผ่านความเห็นชอบ 2 ครั้ง พร้อมย้ำว่ารัฐสภาควรเดินหน้าลงมติเกี่ยวกับเรื่องนี้ต่อไป

ขณะที่ชัค ชูเมอร์ ผู้นำพรรคเดโมแครตในวุฒิสภา กล่าวเมื่อวันพุธ (4 พ.ย.) ว่า สภาคองเกรสชุดใหม่สามารถใช้อำนาจในการควบคุมการใช้จ่ายงบประมาณของรัฐบาล เพื่อกดดันให้ทรัมป์ยุติสงครามได้

ชาวอเมริกันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังสู้รบในอิหร่านไปเพื่ออะไร ชูเมอร์กล่าวกับผู้สื่อข่าว พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า อำนาจในการควบคุมงบประมาณ หรือ Power of the purse เป็นเครื่องมือสำคัญที่สภาคองเกรสสามารถใช้ยับยั้งประธานาธิบดีที่ตัดสินใจทำสงครามโดยไม่ได้รับความยินยอมจากประชาชน

อย่างไรก็ตาม การที่สภาคองเกรสแสดงจุดยืนคัดค้านไม่ได้หมายความว่าจะสามารถสั่งหยุดปฏิบัติการทางทหารได้ทันที เนื่องจากประธานาธิบดียังคงมีอำนาจในการบัญชาการกองทัพและกำหนดนโยบายต่างประเทศ

นอกจากนี้ ภายใต้กฎหมายว่าด้วยอำนาจสงครามปี 1973 (War Powers Resolution of 1973) ประธานาธิบดียังสามารถใช้อำนาจวีโต้คัดค้านมติของสภาคองเกรสได้ หากต้องการล้มล้างการวีโต้ดังกล่าว จำเป็นต้องได้รับเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 2 ใน 3 จากสมาชิกทั้งสองสภา ซึ่งจำนวนที่นั่งของพรรคเดโมแครตในปัจจุบันยังไม่ใกล้เคียงกับเกณฑ์ดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้ ความสามารถของพรรคเดโมแครตในการเปลี่ยนชัยชนะจากการเลือกตั้งให้เป็นแรงกดดันต่อแนวทางทำสงครามของทรัมป์ จึงขึ้นอยู่กับว่าจะรวบรวมเสียงสนับสนุนได้มากพอหรือไม่ ทั้งในการจำกัดงบประมาณและการผลักดันกฎหมายเพื่อควบคุมอำนาจในการทำสงครามของประธานาธิบดี

นโยบายภาษีนำเข้า กับโอกาสตรวจสอบการใช้อำนาจของทรัมป์

อีกหนึ่งประเด็นที่พรรคเดโมแครตเตรียมเดินหน้าคือการทบทวนมาตรการภาษีนำเข้าของทรัมป์ โดยมีเป้าหมายทั้งการผลักดันกฎหมายยกเลิกภาษีบางรายการ และการปฏิรูปกฎหมายที่ให้อำนาจประธานาธิบดีกำหนดอัตราภาษีศุลกากรได้โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

รอยเตอร์รายงานโดยอ้างคำกล่าวของรอน ไวเดน แกนนำพรรคเดโมแครตในคณะกรรมาธิการการเงินของวุฒิสภา ซึ่งระบุว่า วาระเร่งด่วนประการหนึ่งคือการยกเลิกมาตรการภาษีนำเข้าต่อแคนาดา เนื่องจากมาตรการดังกล่าวทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นและสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชนของทั้งสองประเทศ

อย่างไรก็ดี ความพยายามผลักดันกฎหมายดังกล่าวอาจเผชิญอุปสรรคสำคัญ เพราะทรัมป์สามารถใช้อำนาจวีโต้เพื่อระงับกฎหมายได้ และหากพรรคเดโมแครตต้องการล้มล้างการวีโต้ ก็จำเป็นต้องรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ได้ถึง 2 ใน 3 ของสมาชิกทั้งสองสภา ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ยากในสถานการณ์ปัจจุบัน

แม้การเปลี่ยนแปลงมาตรการภาษีผ่านกระบวนการนิติบัญญัติจะยังมีข้อจำกัด แต่พรรคเดโมแครตสามารถใช้เสียงข้างมากในสภาคองเกรสเพิ่มการตรวจสอบนโยบายการค้าของรัฐบาลได้ทันที โดยเฉพาะผ่านการเข้าควบคุมตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการชุดสำคัญ ซึ่งมีอำนาจเรียกไต่สวนและตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหาร

ประเด็นที่อาจถูกหยิบยกขึ้นมาตรวจสอบมีตั้งแต่การให้สิทธิยกเว้นภาษีแก่บริษัทบางแห่ง ผลกระทบของมาตรการภาษีต่อธุรกิจขนาดเล็ก ไปจนถึงการปฏิบัติตามข้อตกลงด้านการลงทุนที่สหรัฐฯ ทำไว้กับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และประเทศคู่ค้าอื่น ๆ

แม้การตรวจสอบดังกล่าวจะไม่ได้ทำให้อัตราภาษีเปลี่ยนแปลงไปโดยตรง แต่จะช่วยให้สังคมรับรู้ถึงผลกระทบของนโยบายมากขึ้น และเพิ่มแรงกดดันให้รัฐบาลต้องชี้แจงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ นอกจากนี้ พรรคเดโมแครตยังสามารถใช้การลงมติในประเด็นภาษีและข้อเสนอปฏิรูปกฎหมายการค้า เพื่อกำหนดทิศทางการอภิปรายเรื่องนโยบายการค้าล่วงหน้า ก่อนเข้าสู่การเลือกตั้งประธานาธิบดีในปี 2571

หัวใจสำคัญของเรื่องนี้อยู่ที่การจัดสรรอำนาจด้านการค้าระหว่างสภาคองเกรสกับประธานาธิบดี แม้รัฐธรรมนูญสหรัฐฯ จะกำหนดให้สภาคองเกรสมีอำนาจในการกำกับดูแลการค้ากับต่างประเทศและการจัดเก็บภาษี แต่กฎหมายที่ออกมาในภายหลังได้มอบอำนาจบางส่วนให้ฝ่ายบริหารเป็นผู้ดำเนินการ

ดังนั้น ความพยายามของพรรคเดโมแครตที่จะดึงอำนาจเหล่านั้นกลับมา หรือกำหนดกรอบการใช้อำนาจของประธานาธิบดีให้ชัดเจนขึ้น จึงต้องเผชิญทั้งข้อจำกัดทางกฎหมายและแรงต้านทางการเมือง รวมถึงอำนาจวีโต้ของทรัมป์ด้วย แม้ชัยชนะในการเลือกตั้งกลางเทอมจะช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองและเปิดโอกาสให้ตรวจสอบนโยบายภาษีได้เข้มข้นขึ้น แต่การเปลี่ยนทิศทางนโยบายการค้าของทรัมป์ในภาพรวมยังเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากในระยะเวลาอันใกล้นี้

ความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก กับความหวังที่ยังไม่แน่นอนของยุโรป

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ชัยชนะครั้งใหญ่ของพรรคเดโมแครตจุดประกายความหวังให้ผู้นำยุโรปบางส่วนว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปอาจกลับมาดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้นำอีกหลายคนยังไม่มั่นใจว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้จะช่วยคลี่คลายความขัดแย้งที่สะสมอยู่ระหว่างสองฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก ทั้งในเรื่องการค้า ความมั่นคง และประเด็นอื่น ๆ ได้มากน้อยเพียงใด

ประธานาธิบดีโวโลดิเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน แสดงความหวังว่าชัยชนะของพรรคเดโมแครตจะนำไปสู่การสนับสนุนยูเครนในการทำสงครามกับรัสเซียที่เพิ่มขึ้น โดยในการให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ ZDF ของเยอรมนี เมื่อวันพุธที่ผ่านมา เซเลนสกีกล่าวขอบคุณพรรครีพับลิกันสำหรับความช่วยเหลือที่ผ่านมา แต่ระบุว่าพรรคเดโมแครตแสดงจุดยืนสนับสนุนยูเครนอย่างชัดเจนเป็นพิเศษ รวมถึงต้องการกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับยุโรปให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ขณะที่โยนัส การ์ สเตอเรอ นายกรัฐมนตรีนอร์เวย์ มองว่าผลการเลือกตั้งครั้งนี้เป็น สัญญาณทางการเมืองที่ทรงพลัง ซึ่งสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงจุดยืนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งชาวอเมริกัน โดยเริ่มเห็นกลุ่มคนในแวดวงนโยบายของสหรัฐฯ ที่มีมุมมองสอดคล้องกับนอร์เวย์มากขึ้น โดยเฉพาะในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และความช่วยเหลือเพื่อการพัฒนา

อย่างไรก็ตาม ความกังวลเกี่ยวกับความแตกแยกทางการเมืองในสหรัฐฯ ยังคงมีอยู่ เพราะความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นอาจทำให้นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ ขาดความต่อเนื่องและคาดเดาได้ยาก ซึ่งย่อมส่งผลต่อความสัมพันธ์กับประเทศในยุโรปด้วย

บรานโด เบนิเฟ ประธานคณะผู้แทนของรัฐสภายุโรปด้านความสัมพันธ์กับสหรัฐฯ เตือนว่า ในช่วง 2 ปีข้างหน้า ทรัมป์อาจดำเนินนโยบายต่างประเทศที่ผันผวนและคาดการณ์ได้ยากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการตัดสินใจเกี่ยวกับยูเครนและตะวันออกกลาง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อยุโรปอย่างมีนัยสำคัญ

ด้านโวล์ฟกัง อิชชิงเกอร์ ประธานการประชุมความมั่นคงมิวนิก เตือนว่า ยุโรปไม่ควรคาดหวังว่าความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจะกลับมาดีขึ้นเพียงเพราะพรรคเดโมแครตได้เสียงข้างมากในสภาคองเกรส

เขามองว่า หากทรัมป์เผชิญแรงขัดขวางจากสภาคองเกรสในการผลักดันนโยบายภายในประเทศ ก็อาจหันไปให้ความสำคัญกับนโยบายต่างประเทศและการค้ามากขึ้น พร้อมเตือนว่ายุโรปควรเตรียมรับมือกับความสัมพันธ์ที่อาจไม่ได้ราบรื่นขึ้น แต่กลับเต็มไปด้วยความขัดแย้งและแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากทรัมป์

ขณะที่ฌอง-โนเอล บาร์โรต์ รัฐมนตรีต่างประเทศฝรั่งเศส กล่าวว่า ยุโรปไม่ควรปล่อยให้ผลการเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้ประเมินสถานการณ์ในแง่ดีจนเกินไป จนละเลยความจำเป็นเร่งด่วนในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง โดยย้ำว่ายุโรปต้องเดินหน้าเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ ความมั่งคั่ง และประชาธิปไตย

ความเห็นดังกล่าวสอดคล้องกับ ปีเตอร์ ฟิลซ์ไมเออร์ นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยกราซ ประเทศออสเตรีย ที่เตือนว่า ยุโรปไม่ควรด่วนมองโลกในแง่ดีเกินไป เนื่องจากทรัมป์ยังคงมีอำนาจวีโต้กฎหมายและร่างงบประมาณที่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรสได้ตลอดช่วง 2 ปีข้างหน้า สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้รัฐบาลสหรัฐฯ เผชิญภาวะชะงักงันทางการเมือง หรือไม่สามารถผลักดันนโยบายสำคัญได้

เมื่อพิจารณาจากข้อจำกัดด้านอำนาจระหว่างฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติแล้ว จึงยังไม่มีแนวโน้มว่าชัยชนะของพรรคเดโมแครตจะทำให้แนวนโยบายต่างประเทศของทำเนียบขาว หรือท่าทีของสหรัฐฯ ต่อความสัมพันธ์ข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญในระยะใกล้นี้

โดย ปนัยดา ปัทมโกวิท/ปรียพรรณ มีสุข


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ