กระทรวงสาธารณสุข เผย ปรากฏการณ์ ซูเปอร์เอลนีโญ มีแนวโน้มส่งผลให้สถานการณ์ PM2.5 ปี 2570 รุนแรงกว่าเดิม สั่งคุมเข้ม 40 จังหวัดพื้นที่เสี่ยงในภาคเหนือ อีสาน และ กทม.-ปริมณฑล, ดันแอปพลิเคชัน พื้นที่ปลอดภัย ค้นหาห้องปลอดฝุ่นและคลินิกมลพิษแบบเรียลไทม์, ทำแผนที่ชี้เป้ากลุ่มเสี่ยงโรคระบบทางเดินหายใจและหลอดเลือด พร้อมบูรณาการงบประมาณท้องถิ่นและประสานความร่วมมือเครือข่ายทุกภาคส่วน สกัดผลกระทบสุขภาพกลุ่มเปราะบางกว่า 16 ล้านคนทั่วประเทศ
นพ.สราวุฒิ บุญสุข รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยภายหลังการประชุมทางไกลการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์และสาธารณสุข กรณี หมอกควันและฝุ่นละอองขนาดเล็ก ปี 2570 ว่า จากสถิติย้อนหลัง 3 ปี (67-69) พบฝุ่นเกินเกณฑ์มาตรฐานกว่า 60 จังหวัด โดยมี 40 จังหวัดพื้นที่เสี่ยงสูงในพื้นที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีค่าฝุ่นเฉลี่ยเกินเกณฑ์มาตรฐาน 37.5 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ติดต่อกัน 3 ปีซ้อน ประกอบกับการคาดการณ์แนวโน้มการเกิดปรากฏการณ์ซูเปอร์เอลนีโญ (Super El Nio) ที่จะทวีความรุนแรงและเกิดสภาวะแห้งแล้งยาวนาน ซึ่งจะส่งผลให้สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดเล็ก (PM2.5) มีความรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงพฤษภาคม จึงจำเป็นต้องดำเนินการเชิงรุก เตรียมมาตรการป้องกันล่วงหน้า เพื่อปกป้องกลุ่มเปราะบางราว 16 ล้านคน ทั่วประเทศ โดยมีข้อสั่งการเน้นย้ำ 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่
1. การพัฒนาระบบบริการทางการแพทย์ โดยผลักดันและชูแอปพลิเคชัน พื้นที่ปลอดภัย ให้เป็นเครื่องมือหลักเพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ซึ่งแพลตฟอร์มนี้จะทำหน้าที่รวบรวมข้อมูลพิกัดห้องปลอดฝุ่น มุ้งสู้ฝุ่น ตลอดจนการเข้าถึงระบบคลินิกมลพิษทั้งแบบออนไซต์ในพื้นที่และออนไลน์ ผ่าน Telemedicine ประชาชนสามารถปรึกษาแพทย์และรับการประเมินอาการได้ทันทีโดยไม่ต้องเดินทาง
2.การประเมินสถานการณ์ความเสี่ยง โดยให้ทุกจังหวัดและเขตสุขภาพเตรียมความพร้อมเชิงรุก ประเมินความเสี่ยง และจัดทำแผนรองรับ โดยเฉพาะใน 40 จังหวัดพื้นที่เสี่ยงสูง
3. การดูแลสุขภาพกลุ่มเปราะบางเชิงรุก โดยมอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอนามัย กรมควบคุมโรค ศูนย์วิชาการ และระดับจังหวัด ร่วมกันจัดทำแผนที่และทะเบียนกลุ่มเสี่ยง (Mapping กลุ่มเสี่ยง) มุ่งเน้นกลุ่มผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ โรคภูมิแพ้ ตลอดจนโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงเด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ และผู้สูงอายุ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาระบบแจ้งเตือนภัยสุขภาพเฉพาะบุคคลและการส่งทีมแพทย์ลงพื้นที่ดูแลเชิงรุกถึงบ้าน
4. การบูรณาการงบประมาณและภาคีเครือข่าย โดยบูรณาการงบประมาณในระดับพื้นที่ร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด, สำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด, องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่นของ สปสช. เพื่อลดความซ้ำซ้อนและใช้งบประมาณให้เกิดความคุ้มค่าสูงสุด ตลอดจนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อมและภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด
5. การกำกับ ติดตาม โดยมอบหมายผู้ตรวจราชการกระทรวงสาธารณสุข, สาธารณสุขนิเทศก์, นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด, ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และศูนย์วิชาการในพื้นที่ ทำหน้าที่กำกับ ติดตาม และประสานงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดทั้งในระดับพื้นที่และส่วนกลางของกระทรวงสาธารณสุข ทั้งนี้ เพื่อให้ทุกภาคส่วนมั่นใจได้ว่าระบบสาธารณสุขไทยมีความพร้อมสูงสุดในการดูแลสุขภาพและลดการเจ็บป่วยของประชาชนทุกคนตลอดฤดูกาลฝุ่นปี 2570
โดย รัชดา คงขุนเทียน