สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันศุกร์ (6 พ.ย.) ท่ามกลางความกังวลครั้งใหม่เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านเพิ่มเติม หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า จะตัดสินใจในเร็ว ๆ นี้ว่าจะเดินหน้าทำข้อตกลงสันติภาพ หรือทำลายสิ่งที่ยังหลงเหลืออยู่ของอิหร่าน
- สัญญาน้ำมันดิบ WTI [WTI.X] ส่งมอบเดือนธ.ค. เพิ่มขึ้น 31 เซนต์ หรือ 0.34% ปิดที่ 90.83 ดอลลาร์/บาร์เรล
- สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) [BRENT.X] ส่งมอบเดือนม.ค. เพิ่มขึ้น 3 เซนต์ หรือ 0.03% ปิดที่ 98.32 ดอลลาร์/บาร์เรล
อย่างไรก็ตาม ในรอบสัปดาห์นี้ ราคาน้ำมันดิบ WTI ลดลงราว 13% และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวลงราว 17% ซึ่งเป็นการลดลงในรูปเปอร์เซ็นต์รายสัปดาห์รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เริ่มเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19
ความกังวลด้านอุปทานกลับมาเป็นปัจจัยหนุนราคาน้ำมัน หลังเกิดเหตุโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มขึ้นในอ่าวเปอร์เซียและช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก โดยบริษัทผู้จัดการเรือของกรีซแห่งหนึ่งเปิดเผยว่า ลูกเรือเสียชีวิต 1 ราย จากเหตุระเบิดบนเรือบรรทุกผลิตภัณฑ์น้ำมันในอ่าวเปอร์เซียเมื่อวันที่ 5 พ.ย. ซึ่งเชื่อว่าเกิดจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ
ขณะเดียวกัน ข้อมูลจาก UKMTO หน่วยงานความมั่นคงทางทะเลของอังกฤษ บ่งชี้ว่า การโจมตีเรือขนส่งน้ำมันยังคงเกิดขึ้นในอัตราที่ใกล้เคียงกับระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ สถานการณ์ดังกล่าวทำให้ตลาดกังวลว่า การขนส่งน้ำมันจากตะวันออกกลางอาจเผชิญอุปสรรค และทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกตึงตัวขึ้น
นอกจากนี้ ถ้อยแถลงของทรัมป์เกี่ยวกับการตัดสินใจว่าจะทำข้อตกลงสันติภาพกับอิหร่านหรือเดินหน้าโจมตีเพิ่มเติม ยังทำให้ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์กลับมาอยู่ในความสนใจของนักลงทุนอีกครั้ง เนื่องจากหากความขัดแย้งทวีความรุนแรงขึ้น ก็อาจกระทบต่อการผลิตและการส่งออกน้ำมันจากภูมิภาค
อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังเผชิญแรงกดดันจากความคาดหวังว่าสงครามอิหร่านอาจคลี่คลายลง หลังผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ เพิ่มความหวังต่อการลดระดับความขัดแย้งและการกลับมาส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลางมากขึ้น โดยราคาน้ำมันเคยร่วงลงถึง 8% เมื่อวันพุธที่ผ่านมา และปิดที่ระดับต่ำสุดในรอบ 2 เดือน
นักวิเคราะห์รายหนึ่งกล่าวว่า ตลาดยังคงจับตาว่าจะมีการลงนามข้อตกลงที่ชัดเจนเกี่ยวกับอิหร่านหรือไม่ เพราะหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งตอบโต้หรือข้อตกลงไม่เป็นผล ก็อาจทำให้ปัจจัยพื้นฐานของตลาดน้ำมันกลับมาตึงตัวอีกครั้ง
อีกปัจจัยที่กดดันราคาน้ำมันคือรายงานการจ้างงานสหรัฐฯ ที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การจ้างงานเพิ่มขึ้น 165,000 ตำแหน่งในเดือนต.ค. ส่งผลให้ตลาดกังวลว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
นักวิเคราะห์กล่าวว่า ตลาดมีความกังวลว่าเฟดอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลังจากตัวเลขการจ้างงานออกมาแข็งแกร่ง ซึ่งอาจส่งผลต่อแนวโน้มเศรษฐกิจและความต้องการใช้น้ำมัน
โดย กัลยาณี ชีวะพานิช