เลือกตั้ง'69: จับตา กกต. จ่อรับรองผลเลือกตั้ง สส.แบ่งเขต ล็อตแรก พรุ่งนี้

ข่าวการเมือง Tuesday February 24, 2026 18:43 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เร่งจัดทำรายละเอียดเพื่อเสนอต่อที่ประชุม กกต.วันพรุ่งนี้ (25 ก.พ.) เวลา 10.00 น. เพื่อให้ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวน 396 เขต โดยจะยังคงเหลือในส่วนของบางเขตเลือกตั้ง และสส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 100 คน ที่กกต.สั่งให้มีการออกเสียงลงคะแนนใหม่ หรือนับคะแนนใหม่ ซึ่งกกต.ให้นโยบายกับทางสำนักงานว่า ให้ดำเนินการในส่วนนี้ให้แล้วเสร็จทั้งหมดภายในวันที่ 1 มี.ค. และคาดว่าจะสามารถประกาศรับรองผลเลือกตั้งส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง หรือแบบบัญชีรายชื่อ 100 คน ในต้นเดือนหน้า

ในส่วน 4 เขตที่เหลือที่คาดว่าจะยังไม่ประกาศ ประกอบด้วย จ.พะเยา เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 จ.สุพรรณบุรี เขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 1 และหน่วยเลือกตั้งที่ 4 จ.จันทบุรี เขตเลือกตั้งที่ 1 หน่วยเลือกตั้งที่ 6 และเขตเลือกตั้งที่ 2 หน่วยเลือกตั้งที่ 8

ในส่วนของสส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คนนั้น กกต.จะต้องรอผลการนับคะแนนใหม่ ใน 16 หน่วยเลือกตั้ง 10 จังหวัด ซึ่งจะนับคะแนนใหม่ ในวันที่ 26 ก.พ. และ 1 มี.ค.

หลังจากนับคะแนนเสร็จแล้วกกต. จะมีการพิจารณาเรื่องการประกาศรับรองผลในส่วนที่เหลือนี้ ในช่วงต้นเดือนมี.ค. เพื่อให้ได้สส.ครบ 500 คน จากนั้น ภายใน 15 วันหลังประกาศรับรอง คาดว่าจะมีการประชุมเปิดสภาเพื่อเลือกประธานรัฐสภา

ขณะที่ทางด้านสืบสวนสอบสวน จะมีการเสนอรายงานผลการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนให้ที่ประชุมพิจารณาควบคู่ไปด้วย เพื่อให้พิจารณาว่าจะสามารถประกาศรับรองผลเลือกตั้ง สส.แบบแบ่งเขตได้จำนวนเท่าใด จากทั้งหมดที่มี 400 เขตเลือกตั้ง

สาเหตุที่ครั้งนี้จะประกาศรับรองผลได้เร็วโดยประกาศในวันพรุ่งนี้ เนื่องจากเห็นว่า นอกจากตามรายงานของผู้เกี่ยวข้องที่ระบุมาว่าไม่พบว่ามีการเลือกตั้งที่ไม่เป็นไปโดยสุจริต และเที่ยงธรรมแล้ว ครั้งนี้เรื่องของร้องเรียนทุจริตเลือกตั้งมีไม่มากเมื่อเทียบกับการเลือกตั้งปี 2566 และจนถึงขณะนี้ จังหวัดยังดำเนินการสอบสวนไม่แล้วเสร็จ และกฎหมายเปิดโอกาสให้ กกต.ประกาศรับรองผลไปก่อน แล้วตามสอยภายหลังได้ โดยมีระยะเวลาดำเนินการภายใน 1 ปี

ทั้งนี้ ตามไทมไลน์การจัดการเลือกตั้งเดิม กกต.วางแผนไว้ว่า หลังจากวันเลือกตั้งแล้วคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จึงจะประกาศรับรองผลการเลือกตั้งในส่วนของเขตเลือกตั้ง ที่ผู้เกี่ยวข้อง รวมถึงผู้ตรวจการเลือกตั้งรายงานว่าไม่พบการเลือกตั้งที่เป็นไปโดยไม่สุจริต เที่ยงธรรม

ขณะเดียวกัน ในประเด็นของคิวอาร์โค้ด หรือบาร์โค้ด บนบัตรเลือกตั้ง ซึ่งมีการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง และยื่นผ่านผู้ตรวจการแผ่นดินเพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญนั้น กกต. เห็นว่า การพิจารณาของศาลฯ ต้องใช้เวลาพอสมควร หากรอ ก็จะไม่เป็นผลดี เนื่องจากจะทำให้ไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมาบริหารบ้านเมือง

อีกทั้ง กกต. ยังเชื่อมั่นว่าการที่มีคิวอาร์โค้ด บาร์โค้ด และรหัส 9 ตัว ในส่วนของเล่มที่ เลขที่ บนต้นขั้วบัตรเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ. ที่ถูกมองว่าทำให้สามารถสอบย้อนกลับได้ว่าผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งเป็นใครและลงคะแนนให้ใครนั้น จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่สามารถพิสูจน์ย้อนกลับไปได้อย่างที่กล่าวอ้าง การเลือกตั้งจึงยังเป็นไปโดยตรงและลับ

ขณะที่การออกเสียงลงคะแนนใหม่ในวันที่ 22 ก.พ. แม้จะปรากฏบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง แต่ไม่ปรากฏรหัส 9 ตัว ที่ส่วนของต้นขั้วนั้น มีรายงานว่า กกต.ใช้เทคนิคพิเศษในการจัดพิมพ์ โดยรหัสต่าง ๆ ยังคงมีเหมือนบัตรเลือกตั้งที่ใช้วันที่ 8 ก.พ.69 ดังนั้นการจัดพิมพ์บัตรใหม่ดังกล่าว จึงไม่ขัดต่อระเบียบ กกต. ข้อที่ 129 จึงทำให้มั่นใจว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะไม่ถูกสั่งให้เป็นโมฆะ

ส่วนปัญหาบัตรเลือกตั้งไม่ตรงกับจำนวนผู้มาใช้สิทธิ์ หรือที่เรียกว่า "บัตรเขย่ง" นั้น จากที่สำนักงาน กกต.ได้ตรวจสอบตามรายงานผลการนับคะแนน สส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และแบบบัญชีรายชื่อ (สส. 5/18 และ สส. 5/18 บช.) พบว่ามีการเขย่งจริงอยู่ที่หลักร้อยบัตร ในกว่า 50 หน่วย โดยหลายหน่วย กกต.ได้สั่งให้มีการนับคะแนนใหม่ และออกเสียงลงคะแนนใหม่แล้ว ประกอบกับเห็นว่าเมื่อกกต. ประกาศรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว ความสนใจของสังคมก็จะเปลี่ยนไปที่การจัดตั้งรัฐบาล

นอกจากนี้ ยังมีรายงานว่า สำนักงาน กกต. กำลังรวบรวมข้อมูลเพื่อเสนอกกต. เห็นชอบให้มีการดำเนินคดีกับผู้ที่ไปสังเกตการณ์เลือกตั้งในการออกเสียงลงคะแนนใหม่เมื่อวันที่ 22 ก.พ.69 ที่มีการซูมถ่ายภาพบัตรเลือกตั้ง เพื่อดูว่ามีบาร์โค้ด-คิวอาร์โค้ดหรือไม่ แล้วนำมาถอดรหัสหาความเชื่อมโยงว่าสามารถสอบย้อนกลับไปยังผู้มาใช้สิทธิ์ที่เป็นเจ้าของบัตรเลือกตั้งนั้นได้หรือไม่ เนื่องจากเห็นว่าการกระทำดังกล่าว มีลักษณะเป็นขบวนการ มีการแบ่งงานกันทำ มีความตั้งใจจะให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ อีกทั้งยังเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ.2562 ด้วย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ