นายอนุสรณ์ ธรรมใจ สส.กรุงเทพฯ พรรคประชาชน และ อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า จากข้อมูลของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่ระบุว่า ประเทศไทยยังคงเผชิญปัญหาคอร์รัปชันและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นจนอาจเข้าขั้นวิกฤติได้ ถือเป็นความกล้าหาญของ กกร.ในการเปิดโปงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชัน และควรได้รับการสานต่อจากหน่วยงานของรัฐ เพื่อให้เกิดการแก้ปัญหาอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ รัฐบาลต้องกำหนดให้การปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันเป็นวาระแห่งชาติ และควรสนับสนุนให้กกร. และภาคประชาชน มีการจัดตั้งคณะกรรมการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันภาคประชาชนและภาคธุรกิจ เพื่อร่วมแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง
นายอนุสรณ์ กล่าวว่า ประเทศไทยอาจส่อพลาดการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) จากปัญหาวิกฤติคอร์รัปชัน รวมถึง การที่รัฐบาลไม่ผลักดันและยืนยันกฎหมายคุ้มครองแรงงานและกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เรื่องแรงงานและมาตรฐานสิ่งแวดล้อมไม่ถึงเกณฑ์ OECD
สำหรับกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2 ฉบับที่รัฐบาลไม่ยืนยันให้พิจารณาต่อในสภาชุดนี้ เป็นกฎหมายแรงงานที่เป็นไปตามมาตรฐาน OECD เป็นกฏหมายที่พยายามการยกระดับการคุ้มครองแรงงานสู่มาตรฐานสากล
ส่วนร่าง พ.ร.บ. การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ หรือ ร่างกฏหมาย PRTR ที่รัฐบาลไม่ยืนยันร่างพ.ร.บ.ฉบับนี้เข้าสู่ที่ประชุมสภา นายอนุสรณ์ มองว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียดาย เพราะร่างกฏหมาย PRTR เป็นกฏหมายที่ทำให้เกิดการเปิดเผยข้อมูลปล่อยสารพิษและมลพิษสู่สิ่งแวดล้อม รวมทั้ง การเคลื่อนย้ายสารมลพิษไปจัดการนอกแหล่งกำเนิดหรือโรงงาน แต่หากรัฐบาลยืนยันร่างกฎหมาย PRTR ที่ผ่านการรับหลักการจากรัฐสภาชุดที่แล้ว จะเป็นก้าวสำคัญด้านความโปร่งใสสิ่งแวดล้อม ทำให้การวางแผนเรื่องสิ่งแวดล้อม การป้องกันมลพิษและสารพิษจากอุตสาหกรรมที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตดีขึ้น
"กฎหมาย PRTR และ ระบบดูแลเรื่องมลพิษ เป็นเงื่อนไขการรับเข้าเป็นกลุ่มประเทศ OECD ด้วย หากไม่ทำตามมาตรฐานเหล่านี้ เป้าหมายของประเทศไทยในการเข้าเป็น สมาชิก OECD อาจจะไปไม่ถึง"นายอนุสรณ์ กล่าวนอกจากนี้ นายอนุสรณ์ กล่าวอีกว่า รัฐไทยต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์การพัฒนาจาก "ความมั่งคั่งไหลรินจากบนสู่ล่าง" (Trickle down) เป็น "ความมั่งคั่งจากฐานราก" (Bottom Up) โดยรัฐบาลต้องเปิดการมีส่วนร่วมการพัฒนาจากคนทุกกลุ่ม ไม่ใช่เชิญเฉพาะเจ้าสัวหรือมหาเศรษฐีมาปรึกษาหารือ เพราะประเทศไทยมีการผูกอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจสูงและมีความเหลื่อมล้ำสูงอยู่แล้ว ฉะนั้น จึงควรเชิญผู้แทนแรงงานนอกระบบและผู้รับจ้างรายวันไปสะท้อนปัญหาสิทธิและสวัสดิการพื้นฐานที่ควรมี รวมถึงเชิญชาวบ้านที่มีปัญหาที่ดินทำกินจากการรื้อถอนสิทธิชุมชนดั้งเดิม และเชิญกลุ่ม SMEs มาพบปะหารือกับรัฐบาลบ้าง