NGO ยื่นข้อเสนอผ่าน สนช.วอนพิจารณากฎหมาย EEC คำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม

ข่าวการเมือง 9 ตุลาคม พ.ศ. 2560 13:20 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

รายงานข่าว แจ้งว่า นายกัญจน์ ทัตติยกุล ผู้ประสานงานกลุ่มศึกษาการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก พร้อมด้วยตัวแทนกลุ่มศึกษาฯ เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) คนที่ 1 เพื่อขอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) พิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวโดยคำนึงถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

นายกัญจน์ กล่าวว่า กลุ่มศึกษาฯ ได้ขอใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 43 ในการเสนอแนะต่อหน่วยงานรัฐในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวให้อยู่ภายใต้หลักการ 4 ด้าน ได้แก่ 1.รัฐต้องมีการจัดการปัญหาที่เกิดขึ้นจากการพัฒนาพื้นที่บริเวณชายฝั่งตะวันออกให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม และมีแนวทางจัดการปัญหาในระยะยาวอันเป็นที่ยอมรับได้ของประชาชนก่อนที่จะมีการพัฒนาโครงการใหม่เพิ่มขึ้น 2.รัฐต้องไม่เร่งรัดโครงการหรือกิจการที่อาจจะก่อผลกระทบในวงกว้างที่ปัจจุบันมีการคัดค้านอยู่ โดยขอให้มีการศึกษาทางเลือกและผลกระทบอย่างรอบด้านก่อน และต้องให้ประชาชนร่วมพิจารณาความเหมาะสมของโครงการด้วย

3.รัฐต้องมีการปฎิบัติมาตรา 77 ของรัฐธรรมนูญโดยสมบูรณ์ด้วยในกระบวนการตรากฎหมายเกี่ยวข้องกับการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ เพราะการที่สนช.มีมติรับหลักการไปก่อนหน้านี้นั้นยังขาดการรับฟังความคิดเห็นก่อน ทำให้กฎหมายยังมีจุดอ่อนที่จะส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนในหลายเรื่อง เช่น ขาดการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ และ 4.รัฐต้องจริงจังกับความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนาของประชาชนในภาคตะวันออก เพื่อให้การพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกเป็นตัวอย่างการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่แท้จริง ขอให้รัฐจริงจังกับความเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา ไม่เพียงแต่กับนักลงทุนและผู้ประกอบการเท่านั้น

ด้านนายสุรชัย กล่าวว่า จะนำข้อเสนอทั้งหมดส่งไปให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้รับผิดชอบกฎหมายฉบับนี้ อย่างไรก็ตามขอมั่นใจว่าการตรากฎหมายฉบับนี้จะต้องอยู่ภายใต้มาตรา 58 ของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ การดำเนินการใดของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการถ้าการนั้นอาจมีผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพ อนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้เสียสำคัญอื่นใดของประชาชนหรือชุมชนหรือสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนหรือชุมชน และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนและชุมชนที่เกี่ยวข้องก่อน

รองประธานสนช. กล่าวว่า ขอให้สบายใจได้เพราะรัฐธรรมนูญให้ความคุ้มครองอยู่แล้ว ทำให้ร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวจะขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ ขณะเดียวกันส่วนตัวคิดว่าการดำเนินโครงการเหล่านี้จะต้องคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อมด้วยเพื่อให้การพัฒนาเกิดความสมดุล เพราะในอดีตเคยมีบทเรียนมาแล้วจากการที่มีการพัฒนาแต่สร้างปัญหาทางสิ่งแวดล้อม


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ