ภาวะตลาดเงินบาท: เปิด 31.35 แข็งค่าสุดในภูมิภาค รับดอลลาร์อ่อนค่า-ราคาทองขยับขึ้น-ตอบรับผลเลือกตั้งไทย

ข่าวเศรษฐกิจ Monday February 9, 2026 09:32 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 31.35 บาท/ดอลลาร์ จากปิดตลาดเย็น วันศุกร์ที่ระดับ 31.68 บาท/ดอลลาร์

เงินบาทแข็งค่าเทียบท้ายตลาด โดยเงินบาทแข็งค่าสุดในภูมิภาค ปัจจัยเนื่องจากดอลลาร์อ่อนค่า, ราคาทองคำในตลาดโลก พุ่งขึ้น และจากผลการเลือกตั้งของไทยไม่เป็นทางการ ทำให้มองว่ารัฐบาลใหม่น่าจะมีเสถียรภาพ

สำหรับวันนี้ตลาดรอติดตามผลการเลือกตั้งของไทย และราคาทองคำในตลาดโลก

นักบริหารเงิน ประเมินกรอบเงินบาทวันนี้จะอยู่ที่ระดับ 31.30-31.60 บาท/ดอลลาร์

SPOT ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 31.2400 บาท/ดอลลาร์

  • ปัจจัยสำคัญ
  • เงินเยน อยู่ที่ระดับ 156.63 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 157.00 เยน/ดอลลาร์
  • เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1820 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวันศุกร์ที่ระดับ 1.1779 ดอลลาร์/ยูโร
  • อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท. อยู่ที่ระดับ 31.715 บาท/ดอลลาร์
  • ผลการนับคะแนนเลือกตั้งทั่วประเทศอย่างไม่เป็นทางการ จากระบบรายงานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง
(กกต.) เมื่อเวลา 03.57 น. คิดเป็น 94% แบ่งเขต พรรคภูมิใจไทย ได้ 174 ที่นั่ง พรรคประชาชน ได้ 87 ที่นั่ง พรรคเพื่อ
ไทย ได้ 58 ที่นั่ง พรรคกล้าธรรม ได้ 56 ที่นั่ง และพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 10 ที่นั่ง
  • กกร. ขอรัฐบาลชุดใหม่ต้องมีทีมเศรษฐกิจที่แข็งแกร่งเป็นทีมเดียวกัน เพื่อขับเคลื่อนฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศเร่งด่วน
รัฐมนตรีกระทรวงเศรษฐกิจต้องทำงานได้ทันที ไม่มีเวลาศึกษางาน ผลเลือกตั้งอาจพลิกฟื้นตลาดหุ้น แต่รัฐบาลต้องมี 300 เสียงขึ้นไป เพื่อ
หนีฝูง "งูเห่า"
  • ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้ง
ปี 69 มีแนวโน้มชะลอจริง ไม่ใช่แค่คำเตือนเหมือนทุกปีที่ผ่านมา หลายสำนักปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ หรือจีดีพี และมองว่าเศรษฐกิจอาจ
โตต่ำกว่าปี 68 ซึ่งจีดีพีเมื่อปี 68 เศรษฐกิจไทยโตประมาณ 2.1% แต่ปี 69 อาจโตเพียง 1.7%
  • ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบีไทย เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยหลังเลือกตั้ง
ปี 69 มีแนวโน้มชะลอจริง ไม่ใช่แค่คำเตือนเหมือนทุกปีที่ผ่านมา หลายสำนักปรับลดคาดการณ์เศรษฐกิจ หรือจีดีพี และมองว่าเศรษฐกิจอาจ
โตต่ำกว่าปี 68 ซึ่ง จีดีพีเมื่อปี 68 เศรษฐกิจไทยโตประมาณ 2.1% แต่ปี 69 อาจโตเพียง 1.7%
  • รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ในปี 68 ไทยขาดดุลการค้าจีนสูงขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แม้ภาพรวม
มูลค่าการค้าระหว่างสองประเทศจะทะยานขึ้นไปอยู่ที่ 147,338.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดพบว่าไทยต้องรับ
สภาวะการขาดดุลการค้ามหาศาลถึง 67,892.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 2.17-2.24 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการที่ยอด
การนำเข้าจากจีนพุ่งสูงทำสถิติถึง 107,615.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัว 33.5% ขณะที่ภาคการส่งออกไทยไปจีนทำได้เพียง
39,722.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวเพียง 12.6%
  • พรรคเสรีประชาธิปไตย (LDP) ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของญี่ปุ่น ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายในการเลือกตั้งทั่วไปซึ่งจัดขึ้นใน
วันอาทิตย์ (8 ก.พ.) โดยชัยชนะครั้งนี้จะช่วยให้นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ มีแรงขับเคลื่อนสำคัญในการผลักดันนโยบายแนว
อนุรักษนิยม ซึ่งรวมถึงนโยบายการคลังเชิงรุกและการเพิ่มขีดความสามารถของญี่ปุ่นในการป้องกันประเทศ
  • ธนาคารกลางจีน (PBOC) เดินหน้าซื้อทองคำต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 15 ซึ่งตอกย้ำความต้องการทองคำจากภาครัฐที่ยังแข็ง
แกร่ง แม้ราคาทองคำเผชิญแรงเทขายอย่างหนักในตลาดช่วงปลายเดือนที่ผ่านมา หลังจากปรับตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์
สภาทองคำโลก (WGC) ระบุว่า การเข้าซื้อทองคำของธนาคารกลางทั่วโลก ซึ่งถือเป็นปัจจัยโครงสร้างสำคัญของตลาด เพิ่มขึ้นในไตรมาส
สุดท้ายของปี 2568 ส่งผลให้ยอดซื้อรวมตลอดทั้งปีอยู่ที่มากกว่า 860 ตัน แม้ต่ำกว่าระดับมากกว่า 1,000 ตันต่อปีในช่วง 3 ปีก่อนหน้า
แต่ WGC มองว่า อุปสงค์ทองคำยังมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง และยังคงตอกย้ำบทบาทของทองคำในฐานะสินทรัพย์สำรองของภาครัฐ
  • ตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่ต้องติดตามในสัปดาห์นี้ อาทิ การคาดการเงินเฟ้อของผู้บริโภคเดือนม.ค., ADP รายงาน
ตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนรายสัปดาห์, ยอดค้าปลีกเดือนธ.ค., ราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนธ.ค., ตัวเลขจ้างงานนอก
ภาคเกษตรเดือนม.ค., จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)
เดือนม.ค.
  • นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในวันพุธนี้ (11 ก.พ.) ขณะที่นักวิเคราะห์คาด

การณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 68,000 ตำแหน่งในเดือนม.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 50,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. และคาดว่าอัตรา

ว่างงานทรงตัวที่ระดับ 4.4%


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ