น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด คาดการณ์ว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอยู่ระหว่าง 0.2-0.7% หลังแนวโน้มสถานการณ์อิหร่านมีโอกาสยืดเยื้อ อีกทั้งช่องแคบฮอร์มุซ เป็นจุดที่สำคัญต่อการขนส่งพลังงาน และเป็นประเด็นเปราะบาง ทำให้มีผลกระทบกับเศรษฐกิจโลก โดยผลกระทบต่อ GDP ดังกล่าว อยู่บนสมมติฐานที่ช่องแคบฮอร์มุซถูกปิดนาน 1-3 เดือน ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกมีแนวโน้มยืนเหนือระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่งผลต่อราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกเฉลี่ยทั้งปี 69 อยู่ที่ 75-90 ดอลลาร์/บาร์เรล

อย่างไรก็ตาม ในกรณีเลวร้าย หากราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ยืนเหนือระดับ 130 ดอลลาร์/บาร์เรล นานเกิน 3 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไป น่าจะหลุดกรอบบนของเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 3% ในขณะที่ GDP ทั้งปี 69 มีแนวโน้มไม่เติบโต
- กรณีฐานเดิม: เป็นประมาณการเดิมในช่วงเดือนก.พ.69 ก่อนเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งกับอิหร่าน โดยคาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันจะยืนอยู่เหนือระดับ 80 ดอลลาร์/บาร์เรล ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรกก่อนจะทยอยลดลง ส่งผลให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 62 ดอลลาร์/บาร์เรล โดยเศรษฐกิจไทย (GDP) ในกรณีนี้จะขยายตัวได้ที่ 1.9% และมีอัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 0.4%

- กรณีความขัดแย้งจบเร็ว: ในกรณีที่สถานการณ์ทวีความรุนแรง จนมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 4-6 สัปดาห์ คาดว่าราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล ต่อเนื่องเป็นเวลา 1 เดือนก่อนจะทยอยปรับตัวลดลง ทำให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปี ขยับขึ้นไปอยู่ที่ 75 ดอลลาร์/บาร์เรล กรณีนี้จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจไทย โดยจะฉุดให้ GDP ลดลง -0.2% และดันอัตราเงินเฟ้อทั่วไปขึ้นไปที่ 0.9%
- กรณีความขัดแย้งยืดเยื้อ: หากสถานการณ์เลวร้ายลง จนมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซยาวนานถึง 7-12 สัปดาห์ จะส่งผลให้ราคาน้ำมันยืนระยะเหนือระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล นานถึง 3 เดือน และการปรับตัวลดลงจะเป็นไปอย่างช้า ๆ กว่ากรณีแรก ส่งผลให้ราคาน้ำมันเฉลี่ยทั้งปีพุ่งสูงถึง 90 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งจะกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโดยคาดว่า GDP จะลดลงถึง -0.7% และอัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะขึ้นไปอยู่ที่ 2.2%
อย่างไรก็ตาม ฉากทัศน์ของสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง อยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่า ภาครัฐยังคงมีมาตรการอุดหนุนราคาพลังงานบางส่วน เพื่อช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย วิเคราะห์ประเมินสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่อาจส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยผ่าน 4 ช่องทางหลัก ดังนี้
1. การพึ่งพาพลังงาน: ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูงถึง 70% ของการบริโภคทั้งหมด โดยน้ำมันดิบกว่า 60% นำเข้าจากตะวันออกกลางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะกระทบต่อธุรกิจที่พึ่งพาพลังงานในการผลิตสูง เช่น การผลิตไฟฟ้า, โรงแรมที่พัก, ประมง, สิ่งทอ, เคมีภัณฑ์, เหมืองแร่ รวมถึงเหล็กและผลิตภัณฑ์เหล็ก
2. ความเสี่ยงการค้า: ตลาดตะวันออกกลางคิดเป็น 3-4% ของการส่งออกไทย สินค้าที่พึ่งพาตลาดนี้สูง ได้แก่ รถยนต์, ข้าว และอาหารทะเลแปรรูป หากสถานการณ์ยืดเยื้อ ต้นทุนค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยสงครามจะสูงขึ้น อาจยิ่งกดดันคำสั่งซื้อ และปริมาณการส่งออกเพิ่มเติม นอกจากนี้ หากต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรืออ้อมทวีปแอฟริกาไปยุโรป จะใช้เวลาขนส่งเพิ่มขึ้นอีก 10-15 วัน
3. การท่องเที่ยว: นักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลาง และอิสราเอล คิดเป็น 3-4% ของจำนวนนักท่องเที่ยวทั้งหมด ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีค่าใช้จ่ายต่อหัวสูง และเป็นรายได้หลักของกลุ่ม Medical Tourism นอกจากนี้ นักท่องเที่ยวระยะไกลจากยุโรปและสหรัฐฯ ที่ต้องใช้จุดเชื่อมต่อในตะวันออกกลาง จะได้รับผลกระทบด้วย
4. เสถียรภาพต่างประเทศ: ราคาน้ำมันโลกที่เพิ่มขึ้นทุก 10 ดอลลาร์/บาร์เรล จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ลดลงราว 4 พันล้านดอลลาร์ (0.6-0.7% ของ GDP) และหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ค่าเงินบาทอาจผันผวน และมีความเสี่ยงอ่อนค่า
นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด ประเมินว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลาง กำลังผลักดันให้ราคาพลังงานพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยเฉพาะหลังการปิดเส้นทางขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ ตั้งแต่การขาดแคลนวัตถุดิบในอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ไปจนถึงแรงกดดันต่อราคาอาหารโลกในระยะต่อไป
นอกจากนี้ สถานการณ์ดังกล่าวยังกระทบต่อการค้า และการคมนาคมขนส่งทางอากาศในภูมิภาคอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้จำนวนเที่ยวบินลดลง และต้นทุนการเดินทางเพิ่มสูงขึ้น ขณะที่ในมิติการเงิน ค่าเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นสวนทางกับสกุลเงินเอเชีย โดยเฉพาะไทย ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดทุน ค่าเงินบาท และส่งผลกระทบกับ GDP โลกและของไทย ในขณะที่อัตราเงินเฟ้อเร่งสูงขึ้น ส่งผลให้ความเสี่ยงของการเกิด Stagflation เพิ่มขึ้น
สำหรับการปรับประมาณการเศรษฐกิจ (GDP) และเงินเฟ้อนั้น นายบุรินทร์ กล่าวว่า เมื่อช่วงต้นปี 69 ได้ปรับประมาณการ GDP ขึ้นเป็น 1.9% เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจโลก และไทยดูดีขึ้น แต่สถานการณ์กลับเปลี่ยนไปตั้งแต่ปลายเดือนก.พ. 69 จากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และกระทบต่อการขนส่ง รวมถึงราคาวัตถุดิบ เช่น ฮีเลียม ปุ๋ย และก๊าซธรรมชาติ
ส่วนอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบโดยตรง คือ กลุ่มที่ใช้พลังงานสูง และกลุ่มปิโตรเคมี ซึ่งกำลังประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังกลุ่มผู้ผลิต PVC และพลาสติก นอกจากนี้ ยังกระทบทางอ้อมไปยังผู้ผลิตอาหารที่ขาดแคลนบรรจุภัณฑ์ และผู้ส่งออกไปตะวันออกกลางที่ต้องแบกรับค่าขนส่งที่แพงขึ้น 4-5 เท่า
ในส่วนของภาคการเดินเรือ นายบุรินทร์ กล่าวว่า เกิดความปั่นป่วนอย่างมาก บางเส้นทางค่าประกันภัยพุ่งสูงขึ้นหลายสิบเท่า และการเปลี่ยนเส้นทางไปทางแหลมกู๊ดโฮป ทำให้ต้องใช้เวลาเดินทางเพิ่มขึ้นอีก 2 สัปดาห์ ปัจจุบันมีการประกาศเหตุสุดวิสัย (Force Majeure) ทำให้การขนส่งสินค้าทั่วโลกเกิดการหยุดชะงัก
สำหรับสิ่งที่รัฐบาลต้องเร่งดำเนินการ คือการจัดการแหล่งที่มาของพลังงาน และดูแลค่าครองชีพ โดยสร้างความชัดเจนเรื่องความเพียงพอของพลังงาน ทั้งนี้ ในระยะสั้นหากจำเป็นไทยอาจต้องกลับมาใช้ถ่านหินชั่วคราวเหมือนในหลายประเทศ เพราะหาได้ง่าย และไม่ถูกกระทบมากเท่าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ
นายบุรินทร์ ย้ำว่า วิกฤตครั้งนี้เป็น "Wake-up call" ให้ทุกประเทศตื่นตัวเรื่องการพึ่งพาพลังงานจากแหล่งเดียว (ตะวันออกกลาง) โดยสิ่งที่ไทยควรทำในระยะยาว คือ เพิ่มพลังงานสะอาด เร่งใช้พลังงานแสงอาทิตย์ และเชื้อเพลิงชีวภาพให้มากขึ้น, พิจารณาพลังงานนิวเคลียร์ เพื่อสร้างเสถียรภาพในยามสงคราม แม้จะมีราคาสูง แต่ช่วยลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจได้ และสนับสนุนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) เพื่อเปลี่ยนผ่านภาคการขนส่ง
"ยกตัวอย่างประเทศจีน ที่ไม่ได้รับผลกระทบมากเท่าประเทศอื่น เพราะมีการเตรียมตัว และเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานลม และแสงอาทิตย์มานานแล้ว" นายบุรินทร์ กล่าวสำหรับผลกระทบของการเมืองต่อเศรษฐกิจไทย นายบุรินทร์ มองว่า การจัดตั้งรัฐบาล และการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่อาจล่าช้าออกไปเล็กน้อย (ไตรมาส 4/69) แต่โดยรวมจะไม่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมากนัก เนื่องจากนโยบายน่าจะมีความต่อเนื่อง และหน้าตาคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วนใหญ่น่าจะคล้ายเดิม
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลคือภาวะ "Triple Deficit" หรือการขาดดุล 3 ด้าน ได้แก่ การขาดดุลการคลัง, การขาดดุลพลังงาน และการนำเข้า โดยราคาพลังงานที่แพงขึ้น ทำให้รัฐบาลไทยต้องแบกรับภาระจากการตรึงราคาน้ำมัน ซึ่งกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลง (ปัจจุบันใกล้แตะระดับ 33.00 บาท/ดอลลาร์) เนื่องจากไทยต้องนำเข้าน้ำมันเกือบ 1 ล้านบาร์เรล/วัน
"ถ้าน้ำมันพุ่งขึ้นไปอีกถึง 100-120 ดอลลาร์/บาร์เรล หลาย ๆ เดือน เงินบาทก็จะอ่อนค่าไปเรื่อย ๆ เชื่อว่ามีโอกาสที่จะได้เห็นที่ระดับ 34-35 บาท/ดอลลาร์ แต่ยังคงมองความเป็นไปได้ว่าสงครามจะจบเร็วสุดใน 2 เดือน เนื่องจากสหรัฐฯ เองก็อยากให้จบเร็ว ประเทศรอบด้านก็เริ่มไม่ไหว สงครามนี้จะโดนตัดสินด้วยเรื่องเวลา ราคาน้ำมัน แหล่งน้ำ และอาหาร GDP น่าจะลงไป 0.5%" นายบุรินทร์ กล่าวทั้งนี้ เชื่อว่าเอเชียจะอยู่รอดได้ และไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป เพราะช่องทางการขนส่งน้ำมันยังพอมีทางออก เช่น การส่งออกไปยังจีน อินเดีย และตุรกี สำหรับการแก้ปัญหาสินค้าราคาแพง เสนอว่าควรปล่อยให้เป็นไปตามกลไกตลาด การแทรกแซงหรือคุมราคามากเกินไปจะทำให้เกิดภาวะของขาดตลาด และระบบตลาดพังเสียหาย ดังนั้น รัฐบาลควรยอมรับการปรับขึ้นราคาสินค้าตามต้นทุนที่แท้จริงในตลาดโลก
นายรุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวเพิ่มเติมถึงผลกระทบต่อการส่งออกของรถยนต์ และอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ที่มีบทบาทสูงต่อการส่งออกรวมทั้งประเทศ โดยตะวันออกกลาง เป็นตลาดนำเข้ารถยนต์ที่สำคัญของไทย คิดเป็นราว 20% ของปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยทั้งหมด ผลกระทบส่วนใหญ่จะเป็นรถปิกอัพ ซึ่งมีสัดส่วนราว 60% และคาดว่าการส่งออกไปตลาดดังกล่าว จะลดลงราว 15,000 คัน/เดือน เมื่อรวมผลจากการขึ้นภาษีนำเข้ารถยนต์ของเม็กซิโก การแข่งขันกับรถยนต์จากจีน และการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมของคู่ค้า คาดว่าปริมาณส่งออกรถยนต์ไทยสู่ตลาดโลกในปี 69 จะหดตัวราว 8.1%
นอกจากนี้ สงครามอิหร่าน คาดว่าจะทำให้อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ของไทย เผชิญภาวะต้นทุนการผลิตที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะต้นทุนวัตถุดิบและเคมีภัณฑ์ ซึ่งมีสัดส่วนราว 1 ใน 4 ของต้นทุนทั้งหมด พร้อมทั้งกดดันค่าใช้จ่ายด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT Spending) ของโลก ให้ขยายตัวลดลงราว 1% เมื่อเทียบกับกรณีไม่มีสงคราม
อย่างไรก็ดี การลงทุนด้าน AI และ Data Center ทั่วโลก ยังคงสนับสนุนการส่งออกอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ส่งผลให้ในปี 69 คาดว่าจะเติบโตที่ 11.5% ชะลอลงจากที่เติบโตสูงถึง 38.3% ในปีก่อนหน้า
น.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวของไทย เนื่องจากเส้นทางบินข้ามทวีปหดแคบลง น้ำมันเชื้อเพลิงทางอากาศเร่งตัวขึ้น (ราคาน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) พุ่งสูงขึ้น 76% ภายใน 2 สัปดาห์หลังเกิดเหตุการณ์) และค่าโดยสารเครื่องบินแพงขึ้น
โดยประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวตลาดระยะไกล จะลดลงกว่า 1 ล้านคนจากคาดการณ์ทั้งปีเดิม (ประมาณการเดิมจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเที่ยวไทยปี 69 จะอยู่ที่ 34.1 ล้านคน) คิดเป็นเม็ดเงินที่สูญเสียไปราว 8 หมื่นล้านบาทสำหรับธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยว อย่างไรก็ดี ยังคงมีปัจจัยบวก เนื่องจากในช่วงนี้ยังอยู่ในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยว ประกอบกับไทยยังถูกมองเป็นทางเลือกทดแทนประเทศอื่น ๆ
สำหรับธุรกิจ SMEs ที่พึ่งพาการใช้พลังงาน การขนส่ง ปุ๋ย พลาสติกในสัดส่วนสูง ได้แก่ กลุ่มขนส่ง การผลิต ประมง เกษตร ร้านอาหาร เป็นต้น จะได้รับผลกระทบมากจากต้นทุนที่สูง และอัตรากำไรที่ลดลง