นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม กล่าวว่า บริบทของสังคมโลกปัจจุบันกำลังเผชิญกับความผันผวนด้านพลังงาน ต้นทุนเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น ตลอดจนความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และปัญหาฝุ่น PM 2.5 กระทรวงคมนาคมจึงเดินหน้ายุทธศาสตร์ในการพัฒนาระบบคมนาคมที่มีประสิทธิภาพสูง ใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า มุ่งสู่ความยั่งยืนในระยะยาวด้วยการยกระดับระบบรางให้เป็นการขนส่งหลักของประเทศ คือการพัฒนารถไฟทางคู่ เพื่อความคล่องตัวในการเดินรถ มีความตรงต่อเวลา ลดข้อจำกัดการรอสับหลีก และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคู่ไปกับการขยายเส้นทางรถไฟทางคู่สายใหม่ให้ครอบคลุมพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ เชื่อมโครงข่ายทางรางทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ

พร้อมทั้งเพิ่มบทบาทการขนส่งทางน้ำ ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบเชิงภูมิศาสตร์ของประเทศไทย ควบคู่กับการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในรูปแบบท่าเรืออัจฉริยะ (E-Port) และเชื่อมต่อกับระบบคมนาคมรูปแบบอื่น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดระยะเวลา และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันด้านโลจิสติกส์ของประเทศ เสริมศักยภาพของไทยในฐานะศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค
อีกหนึ่งทิศทางสำคัญคือพัฒนาระบบขนส่งสาธารณะด้วยระบบขนส่งมวลชนรอง (Feeder system) เพื่อให้เกิดการเดินทางไร้รอยต่อ ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบขนส่งได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และมีต้นทุนที่เหมาะสม และการขับเคลื่อนสู่ระบบคมนาคมขนส่งผ่านการใช้พลังงานสะอาด โดยเฉพาะการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในระบบขนส่งสาธารณะและภาคโลจิสติกส์ ทั้งรถเมล์ไฟฟ้า เรือไฟฟ้า รวมถึงรถบรรทุกไฟฟ้า เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน และปรับโครงสร้างพลังงานของภาคคมนาคมไปสู่รูปแบบที่สะอาดมากขึ้น ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และบรรเทาปัญหามลพิษทางอากาศในเขตเมือง ซึ่งสอดคล้องกับทิศทางสู่สังคมคาร์บอนต่ำและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
"จากรากฐานที่สั่งสมมากว่า 114 ปี กระทรวงคมนาคมยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนพัฒนาโครงข่ายคมนาคมและโลจิสติกส์ของประเทศอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกการขนส่งเดินทางของคนไทยเป็นไปอย่างสะดวก ปลอดภัย ตรงเวลา เข้าถึงได้ในราคาที่เหมาะสม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และเสริมศักยภาพไทยในเวทีโลก" นายพิพัฒน์ กล่าว