ในช่วงปลายเดือนมีนาคม 2569 เมื่อคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับขึ้นราคาน้ำมันทุกชนิดรวดเดียว 6 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2569 เสียงวิจารณ์ถาโถมเข้ามาจากสังคมพร้อมกันทั้งประเทศ คำถามเดิมที่ถูกตั้งซ้ำมาทุกครั้งที่ราคาน้ำมันปรับขึ้นก็วนกลับมาอีกครั้ง "น้ำมันที่เราจ่ายอยู่นั้น แพงจริงหรือมีใครได้ประโยชน์?"
ราคาน้ำมันขายปลีกหน้าปั๊มของไทยมีราคาที่เกี่ยวข้อง 4 กลุ่ม ได้แก่ ต้นทุนน้ำมัน ภาษี เงินกองทุน และค่าการตลาด เพื่อให้ง่ายต่อความเข้าใจอาจแยกส่วนประกอบออกมาเป็นแต่ล่ะชั้นได้ดังนี้
-ชั้นที่หนึ่ง ราคาน้ำมันหรือราคาหน้าโรงกลั่นคิดเป็นประมาณ 60 ถึง 70 เปอร์เซ็นต์ของราคาขายปลีก โดยอ้างอิงตามราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดกลางสิงคโปร์ (Mean of Platts Singapore - MOPS) ซึ่งเป็นตลาดการค้าน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค ราคาในส่วนนี้จึงแปรผันตามราคาตลาดโลกทุกวัน และเป็นต้นทางของความผันผวนทั้งหมด
-ชั้นที่สอง คือภาษีและกองทุน โครงสร้างราคาน้ำมันของประเทศไทยมีการเก็บภาษีและเงินกองทุน ได้แก่ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล และภาษีมูลค่าเพิ่ม ทำให้ราคาขายปลีกสูงขึ้นจากต้นทุนน้ำมัน โดยตัวเลข ณ เดือนมีนาคม 2569 นั้น ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลมีการปรับขึ้นมาอยู่ที่ระดับประมาณ 6.92 บาทต่อลิตร ภาษีเทศบาล 0.69 บาทต่อลิตร ส่วนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอยู่ในระดับติดลบเนื่องจากสถานะกองทุนที่ยังคงค้างชำระหนี้สะสม ซึ่งหมายความว่ากองทุนกำลังพยายามเรียกเก็บเงินคืนหรือลดการอุดหนุนลง
-ชั้นที่สามและสี่ ได้แก่ ค่าการกลั่นและค่าการตลาด ซึ่งก่อนเกิดวิกฤตตะวันออกกลางรอบนี้ ค่าการกลั่นอยู่ในระดับปกติที่ไม่น่ากังวลมากนัก
ประเด็นที่ถกเถียงกันมายาวนานคือความชอบธรรมของการอ้างราคาน้ำมันสิงคโปร์เป็นฐาน แม้ประเทศไทยจะกลั่นน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศเป็นส่วนใหญ่ แต่ราคายังคงบวกค่าพรีเมียมหลายรายการ เช่น ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย และค่าความสูญเสียระหว่างทาง เสมือนว่ามีการนำเข้าจากสิงคโปร์จริง (Import Parity Price) ทั้งที่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นจริงในสัดส่วนทั้งหมด
ในค่าพรีเมียมยังมีค่าปรับปรุงคุณภาพและค่าสำรองน้ำมันเพื่อความมั่นคง ซึ่งเป็นภาระต้นทุนที่ส่งผ่านไปยังผู้บริโภค นี่คือข้อโต้แย้งสำคัญจากฝ่ายผู้บริโภคที่มองว่าควรใช้ราคาต้นทุนการผลิตจริงในประเทศ (Cost-Plus Pricing) มาพิจารณาประกอบ
เมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันดีเซล ณ ปัจจุบันพบว่า สิงคโปร์มีราคาสูงที่สุด รองลงมา คือ กลุ่มประเทศที่ไม่ได้มีการอุดหนุนราคา ขณะที่ไทยเคยอยู่ในระดับกลาง ๆ ที่ประมาณ 32.94 บาทต่อลิตรในช่วงปี 2567
อย่างไรก็ดี ภายหลังการปรับขึ้นราคาน้ำมันในเดือนมีนาคม 2569 ส่งผลให้ภาระต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยล่าสุด ณ วันที่ 6 เมษายน 2569 ราคาน้ำมันดีเซลบางประเภทพุ่งสูงขึ้นกว่าในอดีตอย่างมาก ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการขนส่ง ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และค่าครองชีพของประชาชน
สาเหตุสำคัญของการปรับขึ้น 6 บาทต่อลิตรในวันที่ 26 มีนาคม 2569 มาจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลในตลาดสิงคโปร์ดีดตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง ขณะที่กองทุนน้ำมันซึ่งทำหน้าที่ตรึงราคามาตลอดก็เริ่มมีสัญญาณว่าไม่สามารถแบกรับภาระได้ต่อไปเรื่อย ๆ
ฝั่งกระทรวงพลังงานกำลังอยู่ระหว่างการพิจารณา "รื้อโครงสร้างราคาน้ำมัน" ครั้งใหญ่ โดยมีแนวคิดที่จะใช้อำนาจตามกฎหมายควบคุมค่าการกลั่นให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม รวมถึงการพิจารณาปรับสูตรราคาหน้าโรงกลั่นไม่ให้อิงตลาดสิงคโปร์เพียงอย่างเดียว
ล่าสุดเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2569 รัฐบาลได้ประชุมคณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) นัดแรก โดยเรียกโรงกลั่นชี้แจงโครงสร้างต้นทุน พร้อมมอบหมายให้กระทรวงพลังงานเร่งสรุปแนวทางลดค่าการกลั่นและค่าการตลาดเพื่อเสนอคณะรัฐมนตรี
ขณะเดียวกันได้หารือถึงผลกระทบจากค่า War Premium ในช่วงวิกฤตสงครามตะวันออกกลางที่ทำให้โรงกลั่นมีกำไรส่วนเกิน โดยมีแนวคิดให้ส่งคืนรัฐ และให้กระทรวงพลังงานคำนวณต้นทุนใหม่โดยตัดค่าใช้จ่ายที่ไม่เกิดขึ้นจริง เช่น ค่าขนส่งและประกันภัยออก รวมถึงศึกษาการกำหนดเพดานและกรอบล่างของค่าการกลั่นเพื่อจำกัดความผันผวน ทั้งนี้ แนวทางทั้งหมดจะถูกเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีในวันที่ 6 เมษายน 2569
ด้วยที่ประเทศไทยไม่ใช่ผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลก คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าโครงสร้างราคาที่มีอยู่นั้นยุติธรรมต่อผู้บริโภคมากพอหรือยัง
ดุษดี ดุษฎีพาณิชย์
ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ESG การค้าการลงทุน และอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ