นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง เปิดเผยว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างการเตรียมขั้นตอนการออก พ.ร.ก.กู้เงิน ในวงเงินไม่เกิน 5 แสนล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤติต่าง ๆ ซึ่งถือว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการได้ในช่วงเดือน พ.ค. ไม่เกิน ต.ค.69 ทั้งนี้ การกู้เงินดังกล่าว จะยังยึดกรอบวินัยการเงินการคลัง โดยจะไม่มีการปรับเพิ่มเพดานหนี้สาธารณะจากระดับปัจจุบันที่ 70% ต่อ GDP เนื่องจากยังมี room เหลืออยู่ 4% ที่จะกู้ได้อีกราว 8 แสนล้านบาท
พร้อมทั้งยืนยันว่า ปีนี้จะไม่มีการปรับขึ้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) จากอัตราปัจจุบันที่จัดเก็บ 7% อย่างแน่นอน เนื่องจากสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบันที่ไม่เอื้ออำนวย โดยจะขยายเวลาการใช้อัตราภาษี VAT ที่ 7% ต่อไปอีก 1 ปี จากที่จะครบกำหนดในวันที่ 30 ก.ย.69
ส่วนโครงการ "คนละครึ่ง พลัส" เฟส 2 คาดว่าจะเปิดลงทะเบียนได้ภายในเดือน พ.ค.นี้ และจะเริ่มใช้จ่ายได้ในวันที่ 1 มิ.ย.69 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณารายละเอียดโครงการ โดยเฉพาะแหล่งเงินที่จะใช้ ซึ่งมีหลายทางเลือก ส่วนจำนวนผู้ได้รับสิทธิจะขึ้นอยู่กับวงเงิน ข้อเสนอเบื้องต้น อาจแบ่งเป็นเฟส และรูปแบบโครงการอาจเปลี่ยนไปเน้นการเยียวยา
นายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ในการประชุมร่วม 4 หน่วยงานเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง, สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.), ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงบประมาณ เพื่อประเมินภาวะเศรษฐกิจในปี 70 โดยเห็นตรงกันว่าแนวโน้มเงินเฟ้อจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากวิกฤติเศรษฐกิจโลก วิกฤติสงครามในตะวันออกกลาง โดยมีการประเมินว่าแนวโน้มเศรษฐกิจในปี 69 จะขยายตัวที่ 1.4% อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นไปที่ 2.9% ส่วนปี 70 เศรษฐกิจจะขยายตัวเพิ่มเป็น 2.2% อัตราเงินเฟ้อย่อลงมาที่ 1.5%
ทั้งนี้ ไทยยังคงยืนยันแนวทางการจัดทำงบประมาณ ตามแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework : MTFF) โดยหลังจากนี้สำนักงบประมาณจะได้นำสมมติฐานเศรษฐกิจนี้ไปปรับในการจัดทำแผนงบประมาณปี 2570 ต่อไป
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเดินหน้าในการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจไทยผ่านการลงทุน เนื่องจากในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจไทยพึ่งพาต่างชาติ โดยเฉพาะการส่งออกถึง 70% ของ GDP ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจโลกมีปัญหา เศรษฐกิจไทยจึงได้รับผลกระทบตามไปด้วย แต่หลักวันนี้จะเน้นการผลักดันการลงทุนในประเทศ ทั้งการลงทุนภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ รวมถึงการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายของกองทุนนอกงบประมาณ และการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศให้มากขึ้น
"เชื่อว่าจะเป็นการยิงปืนนัดเดียว ได้นก 2 ตัว คือช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ รักษาการเติบโตที่สมดุล และยังช่วยเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศอีกด้วย" นายเอกนิติ ระบุนายเอกนิติ กล่าวด้วยว่า ภายหลังการหารือกับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ธนาคารโลก (World Bank) และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือต่าง ๆ ไม่ได้มีความกังวลว่าประเทศไทยจะกู้เงินหรือไม่ จะกู้อย่างไร เนื่องจากวินัยการคลังของไทยดีกว่าประเทศอื่นมาก สะท้อนจากสัดส่วนหนี้สาธารณะ แต่สิ่งสำคัญ คือ กู้แล้วนำเงินไปทำอะไร โดยยืนยันว่ากลยุทธ์ในการกู้เงินของรัฐบาลครั้งนี้ จะนำเม็ดเงินไปใช้ใน 2 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. บรรเทา ลดภาระ และช่วยดูแลกลุ่มเปราะบาง และ 2. ช่วยในการเปลี่ยนผ่านจากวิกฤติให้เป็นโอกาส โดยเฉพาะเรื่องพลังงาน การลดการพึ่งพาน้ำมัน ซึ่งไทยใช้น้ำมัน และก๊าซสูงสุดในอาเซียน โดยมีการนำเข้าสูงถึง 10% ของ GDP
"ที่เห็นตรงกันจากการหารือกับไอเอ็มเอฟ เวิลด์แบงก์ และบริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือคือ วันนี้ถ้าเราไม่กู้ อาจจะอันตรายมากกว่า เพราะ GDP หดตัวลง ส่วนหนี้จะสูงขึ้นอยู่ดี แต่สิ่งที่เขาโฟกัส คือเราจะกู้ไปทำอะไร อย่างไร เพื่อสร้างรายได้ให้ GDP เติบโตขึ้นในระยะยาวมากกว่า และจากโครงสร้างตลาดการเงินไทย ที่ตลาดพันธบัตรเราพร้อมมาก เพราะดอกเบี้ยไม่ถึง 3% เราจึงสามารถระดมทุนได้โดยไม่มีปัญหา เบื้องต้นอาจจะดำเนินการผ่านโครงการออมพลัส ซึ่งกำลังเตรียมการกันอยู่ โดยปัจจุบันเรามีสภาพคล่องส่วนเกินในระบบเยอะมากเกือบ 1 ล้านล้านบาท ตรงนี้เหมือนเป็นการเตรียมกระสุนเอาไว้" นายเอกนิติ กล่าวขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้มอบนโยบายให้ส่วนราชการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นจึงมีการกำหนดให้ส่วนราชการเร่งกระบวนการซื้อจัดจ้าง และยังไม่ได้ทำสัญญาผูกพันภายในวันที่ 30 เม.ย.69 หากไม่ทันจะมีการตัดงบส่วนดังกล่าว และดึงคืนมาทั้งหมด เพื่อมาใส่ใน พ.ร.บ.โอนงบประมาณ ซึ่งขณะนี้พบว่ามีตัวเลขเบื้องต้นราว 80,000 - 100,000 ล้านบาท
"ใครเบิกจ่ายไม่มีประสิทธิภาพ หากไม่ทันเดตไลน์วันที่ 30 เม.ย.นี้ จะดึงคืนมาทั้งหมด รายจ่ายอะไรที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงาน งบไปต่างประเทศ งบก่อสร้าง จะตัดหมด เพื่อนำมาช่วยเหลือเยียวยากลุ่มเปราะบาง บัตรสวัสดิการ กลุ่มเกษตรกร กลุ่มรถบรรทุกและรถขนส่ง เพื่อไม่ให้ผลกระทบจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นถูกส่งผ่านไปจนกระทบกับประชาชน เพราะวิกฤติครั้งนี้อาจจะยาวนานกว่าที่คิด" นายเอกนิติ กล่าว