สถานการณ์พลังงานในปัจจุบันยังอยู่บนความไม่แน่นอนจากความผันผวนของราคาน้ำมันโลก แม้จะมีข่าวดีอย่างการเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ทำให้ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มลดลง แต่สำหรับธุรกิจโรงกลั่นไทย การปรับตัวดังกล่าวอาจเพิ่มความเสี่ยงด้านการขาดทุนสต๊อก (Stock Loss) ในช่วงที่ต้นทุนน้ำมันดิบก่อนหน้ายังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันมาตรการที่ภาครัฐลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น ก็เป็นอีกปัจจัยที่ถูกจับตา ทั้งในแง่ผลกระทบต่อกระแสเงินสดของผู้ประกอบการ และเสถียรภาพของระบบพลังงานในระยะถัดไป
ที่ผ่านมา โรงกลั่นไทยเผชิญกับต้นทุนน้ำมันดิบที่พุ่งสูงเหนือระดับ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล แต่ยังเดินเครื่องเต็มกำลัง (Run max) เพื่อป้อนน้ำมันเข้าสู่ตลาด ขณะที่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์และมาเลเซียเลือก "ทางรอดธุรกิจ" ด้วยการหยุดเดินเครื่องชั่วคราวหรือลดกำลังการผลิตเหลือเพียง 50-60% เพื่อรักษาเสถียรภาพในการบริหารต้นทุนและธุรกิจ
ทั้งนี้ หากสถานการณ์คลี่คลายและราคาน้ำมันโลกปรับตัวลง ธุรกิจโรงกลั่นไทยมีโอกาสเผชิญภาวะขาดทุนสต๊อก (Stock Loss)เนื่องจากต้องจำหน่ายน้ำมันสำเร็จรูปในราคาที่ถูกกว่าต้นทุน โดยมีการประเมินจากผู้ประกอบการบางรายว่ามูลค่าผลกระทบอยู่ที่ประมาณ 500-1,000 ล้านบาท
ขณะเดียวกันเมื่อวันที่ 23 เม.ย. ที่ผ่านมา คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่น 5 บาท/ลิตร เพื่อบรรเทาผลกระทบด้านค่าครองชีพของประชาชน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 24 เม.ย ถึง 9 พ.ค. 69 หลังจากนั้นอาจปรับส่วนลดเหลือ 3 บาท/ลิตร ซึ่งจะมีการประชุม กบง. เพื่อพิจารณาอีกครั้ง
การพิจารณามาตรการดังกล่าวเป็นผลจากวิเคราะห์ต้นทุนและค่าการกลั่น (GRM) ของธุรกิจโรงกลั่น โดย กบง. พบว่ายังมีส่วนเกินอยู่ที่ 3.43 บาท/ลิตร จึงเห็นควรนำมาใช้เป็นส่วนลดราคาน้ำมันเพื่อแบ่งเบาภาระกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
ด้านกระทรวงพลังงาน ระบุว่าฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 28 เม.ย. 69 ยังติดลบอยู่ที่ 62,617.87 ล้านบาท โดยมีภาระชดเชยราคาน้ำมันดีเซลวันละประมาณ 155.96 ล้านบาท
ส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลของไทยอยู่ที่ 40.20 บาทต่อลิตร เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย กัมพูชา อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สปป.ลาว เมียนมา สิงคโปร์ ต่างมีราคาขายปลีกอยู่ที่ 43.54 118.56 บาทต่อลิตร
นอกจากนี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนฯ 0.40 บาท/ลิตร สำหรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91/95, E20 และดีเซล เพื่อตรึงราคาขายปลีกไม่ให้ปรับขึ้น ซึ่งจะเป็นการแบ่งเบาภาระค่าครองชีพของประชาชนในช่วงที่เศรษฐกิจยังอยู่ระหว่างฟื้นตัว
ท่ามกลางสถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนและส่อแววยืดเยื้อ ภาครัฐได้ยกระดับการบริหารจัดการจากการใช้เพียงกลไกกองทุนน้ำมันเข้าอุดหนุนราคา มาสู่การประกาศใช้ ยาแรง อย่างการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่น การตัดสินใจครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเร่งบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนในภาวะวิกฤต
ขณะที่ภาคโรงกลั่นยังต้องเดินเครื่องผลิตอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการใช้น้ำมันของประเทศ แม้ต้องเผชิญความเสี่ยงจากการขาดทุนสต๊อก ประกอบกับมาตรการภาครัฐที่กระทบต่อกระแสเงินสด ยิ่งเพิ่มแรงกดดันด้านสภาพคล่อง ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับความเสี่ยงทางการเงินในช่วงเปราะบางมากขึ้น และอาจกระทบต่อเสถียรภาพพลังงานของประเทศในระยะยาว
โดย ปวีธิดา อโนมกิติ