นายภราดร ปริศนานันทกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงความคืบหน้า"โครงการคนละครึ่ง พลัส" ว่า คาดว่าจะเสนอแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจ "ไทยช่วยไทย พลัส" ซึ่งจะรวมโครงการคนละครึ่งพลัส และโครงการเติมเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) พิจารณาได้ในวันที่ 4 พ.ค. 69 หลังจากนั้นจะมีการเสนอให้ที่ประชุม ครม.วันที่ 5 พ.ค.ได้พิจารณาต่อทันที ซึ่งภายหลังจากโครงการผ่านความเห็นชอบจาก ครม. แล้ว ก็คาดว่าจะสามารถเริ่มเปิดให้ลงทะเบียนได้ภายในเดือน พ.ค.นี้ และเริ่มใช้จ่ายได้ทันในวันที่ 1 มิ.ย. แน่นอน
"ตามไทม์ไลน์แล้ว โครงการคนละครึ่ง พลัส ควรจะต้องเสนอเข้าที่ประชุม ครม.สัปดาห์หน้า ซึ่งจะเข้าเป็นแพ็คเกจกระตุ้นเศรษฐกิจไทยช่วยไทย พลัส และหลังจากผ่านความเห็นชอบจาก ครม. โครงการคนละครึ่ง พลัส ก็จะเดินหน้าทันที คือ เปิดให้ลงทะเบียนภายใน พ.ค. นี้ โดยจำนวนผู้ได้รับสิทธิ์ยืนยันว่าจะมากกว่า 20 ล้านคนแน่นอน เพราะรอบก่อนอยู่ที่ 20 ล้านคน รอบนี้ก็จะต้องเป็น 20 ล้านคนพลัส แต่ตัวเลขที่ชัดเจนอาจจะต้องรอทางกระทรวงการคลังสรุปอีกครั้ง เพราะต้องดูงบประมาณที่ใช้ด้วยว่ามีเท่าไร" นายภราดร กล่าวส่วนรูปแบบโครงการจะเป็นการทยอยจ่ายให้เดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน รวมเป็น 4,000 บาทนั้น นายภราดร มองว่าเป็นข้อดีอย่างหนึ่ง คือไม่ต้องจ่ายก้อนเดียว เป็นการทยอยจ่ายเป็นรายเดือน ดังนั้นจึงมีเวลาให้ทางกระทรวงการคลังได้หาเงิน
ส่วนจำนวนผู้ได้รับสิทธิผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐในรอบนี้ ยอมรับว่า อาจลดลงเหลือ 13.2 ล้านคน จากเดิมที่ 13.4 ล้านคน โดยตัวเลขที่ลดลงส่วนหนึ่งเพราะมีผู้ถือบัตรที่เสียชีวิต รวมถึงจากสาเหตุอื่น ๆ ซึ่งแนวทางช่วยเหลือในกลุ่มนี้ ยืนยันว่าจะมีการเติมเงินให้เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 1,000 บาท ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง จากปกติอยู่ที่ 300 บาทต่อเดือน และเมื่อครบเวลาวงเงินในส่วนนี้ก็จะกลับไปอยู่ที่ฐานเดิม คือ 300 บาทต่อเดือน
ส่วนว่าจะได้เท่ากับผู้ได้รับสิทธิในโครงการคนละครึ่ง พลัส ที่ 4,000 บาทหรือไม่นั้น นายภราดร กล่าวว่า อยู่ที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง จะเคาะตัวเลขออกมาเป็นเท่าไร แต่เบื้องต้น เชื่อว่าน่าจะได้สิทธิเท่ากันกับโครงการคนละครึ่ง พลัส
ส่วนความคืบหน้าเกี่ยวกับการออก พ.ร.ก.กู้เงิน เพื่อมาดูแลเศรษฐกิจนั้น นายภราดร กล่าวว่า นายเอกนิติ กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาความเหมาะสมว่าหากจะมีการดำเนินการกู้เงิน จะต้องกู้เป็นจำนวนเท่าไร โดยต้องดูตัวเลขสรุปของ พ.ร.บ.โอนงบประมาณ 2569 ประกอบกันด้วย โดยในเบื้องต้นประเมินว่าจะมีเม็ดเงินไม่มากนัก ราว 50,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนหนึ่งเชื่อว่าเป็นเพราะมีการเร่งรัดให้ส่วนราชการดำเนินการจัดซื้อจัดจ้าง และทำสัญญาผูกพันงบประมาณกันอย่างรวดเร็ว โดยมองว่าเป็นส่วนดี เพราะถือเป็นการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าไปหมุนในระบบเศรษฐกิจได้เร็วขึ้น
"วันนี้เป็นวันสุดท้ายที่ส่วนราชการ จะเร่งจัดซื้อจัดจ้างและทำสัญญาผูกพัน ซึ่งหลังจากนี้ สำนักงบประมาณจะเร่งสรุปตัวเลขเสนอให้รัฐบาลพิจารณาว่าจะมีงบประมาณที่ดำเนินการไม่ทันตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้เท่าไร"ทั้งนี้ ในส่วนของผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ จนสร้างความเสียหายและความเดือดร้อนให้กับประชาชนและภาคเศรษฐกิจมากขึ้น ขณะที่งบประมาณปี 2570 และแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Framework : MTFF) ยังคงไว้ตามเดิมนั้น เรื่องนี้ 4 หน่วยงานด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มีข้อสรุปร่วมกันแล้วว่า ยังคงกรอบงบประมาณปี 2570 ไว้ตามเดิม โดยเฉพาะงบประมาณรายจ่าย
ขณะที่แนวโน้มเศรษฐกิจในระยะต่อไป ยังมีโอกาสขยายตัวได้ดีขึ้น ดังนั้นก็มีโอกาสเป็นไปได้ที่รายรับจะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้รัฐบาลยังไม่มีความกังวลมากนักเกี่ยวกับตัวเลขงบประมาณปี 2570 แต่ยังต้องติดตามสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อไปว่าจะยืดเยื้อเพียงใด