ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 69 ขยายตัว 1.7% ชะลอลงจากปีก่อนที่ 2.4% จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรง และยาวนานกว่าคาด จนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก และห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ โดยส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก ตลอดจนกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ขณะที่ยังมีแรงส่งด้านบวกจากมาตรการพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 0.4-0.8% ของ GDP
TTB ประเมินว่า ตัวเลข GDP ไตรมาส 1/69 ที่ดีกว่าคาดนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งนำเข้า-ส่งออกสินค้า ซึ่งเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/69 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 0.7% สะท้อนแรงส่งที่ชัดเจนจากภาคการลงทุนและภาคการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนรวมที่ขยายตัวอย่างโดดเด่น นำโดยการลงทุนหมวดยานพาหนะ รวมถึงการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เติบโตสูงถึง 11.7% สอดคล้องกับการเร่งนำเข้าสินค้าหมวดคอมพิวเตอร์ และอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงเดียวกัน
ขณะที่ภาคการส่งออก ก็ได้รับแรงหนุนสำคัญจากความต้องการในตลาดสหรัฐฯ เห็นได้จากมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ในไตรมาสนี้ที่ขยายตัวถึง 41.9% โดยส่วนใหญ่ยังคงเป็นการส่งออกที่กระจุกตัวในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการยกเว้นมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว
- ส่งออกครึ่งปีแรก ได้แรงหนุนจากวัฎจักรขาขึ้นของสินค้ากลุ่ม Tech
TTB มองตัวเลขการส่งออกในปี 69 จะเติบโตชะลอลงจากปีก่อนที่ 6.7% โดยมูลค่าส่งออก มีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่ง ตลอดครึ่งแรกของปี โดยได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้น ของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลงทุน Data Center ทั่วโลก ควบคู่กับการเร่งส่งออกสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ระลอกใหม่
อย่างไรก็ดี การเติบโตส่วนหนึ่ง สะท้อนบทบาทของไทยในฐานะทางผ่าน (Transshipment) และกำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นจากความเข้มงวดของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในการจัดระเบียบกับประเทศที่เกินดุลการค้าอย่างมีนัย รวมถึงการบังคับใช้กฎถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเข้มข้น
ขณะเดียวกัน แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลก จากผลกระทบของความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาคการส่งออกไทย โดยเฉพาะการค้ากับตลาดสำคัญ อย่างตะวันออกกลาง ที่เผชิญข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์มากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อสินค้าหลัก เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน ไฟเบอร์บอร์ด ข้าว อาหาร และผลิตภัณฑ์ไม้
สำหรับภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นความหวังของเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมา กลับส่งสัญญาณแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด TTB ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในไทย จะอยู่ที่ 32.0 ล้านคน หรือหดตัว 2.9% ซึ่งความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง บั่นทอนความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการเดินทาง ตลอดจนการปรับลดจำนวนเที่ยวบิน หรือเลี่ยงเส้นทางบินให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น
โดย TTB ประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อ 6 เดือน อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปถึง 2-3 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลให้รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมากถึง 1.6-2.1 แสนล้านบาท หรือประมาณ 10-14% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปีที่ผ่านมา
- เสี่ยงกลับมาขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอีกในรอบ 3 ปี
ขณะเดียวกัน คาดราคาน้ำมันดิบพุ่งสวนทางโมเมนตัมการส่งออก และการท่องเที่ยว ฉุดตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัด เกินดุลลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นำเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 5.3% ของ GDP ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในเอเชีย กดดันดุลการค้าผ่านราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก
โดย TTB ประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบดูไบเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยทุก ๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 0.7% ของ GDP ซึ่งหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อ และกดดันราคาน้ำมันดิบให้ค้างสูงยาวนานกว่าที่ประเมินไว้ ประกอบกับดุลบริการที่มีแนวโน้มลดลง จากรายรับของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอลง และยังไม่ฟื้นกลับไปเท่าช่วงก่อนวิกฤต จึงอาจส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้ เสี่ยงกลับมาขาดดุลอีกครั้งในรอบ 3 ปี ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งผลให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงได้ในระยะยาว
- คาดสงคราม ตอ.กลางยืดเยื้อถึง Q3/69 ราคาพลังงานโลก ยังไม่กลับไปเท่าช่วงก่อนวิกฤต
TTB ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อไทยปี 69 เป็น 3.7% โดยเป็นผลจากราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้าง ตามทิศทางราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงและมีแนวโน้มค้างสูงยาวนาน ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศ มีแนวโน้มสูงกว่าในอดีตจากการทยอยลอยตัวราคาตามราคาพลังงานในตลาดโลก เพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ตลอดจนความเสี่ยงจากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญต่อราคาสินค้าเกษตร ก็เป็นปัจจัยกดดันให้เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านสูงที่จะเร่งขึ้นอย่างมีนัย
ทั้งนี้ TTB มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ได้ผ่านพ้นจุดวิกฤตไปแล้ว แต่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จะยังค้างสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤต โดยในกรณีฐาน (Base Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปราว 6 เดือนนับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากความขัดแย้ง คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบตลอดทั้งปี 69 โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล โดยจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงตลอดไตรมาส 2 และ 3 ก่อนจะทยอยปรับตัวลดลงบ้างในไตรมาสสุดท้ายของปี แต่ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤต ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป อยู่ที่ 3.7% ในปี 69
สำหรับในกรณีที่แย่กว่า (Worse Case) หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป 6-12 เดือน คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบตลอดทั้งปี 69 เฉลี่ยอยู่ที่ราว 120 ดอลลาร์สหรัฐ/ต่อบาร์เรล ก่อนจะทยอยปรับลดลงในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 6.6% และทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงจากภาวะ Stagflation เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยจากเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวอย่างรุนแรง
- จับตา 3 ปรากฎการณ์เชิงนโยบาย ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ได้แก่
1. ความไม่แน่นอนจากนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ จะกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง โดยสหรัฐฯ ภายใต้การทำงานของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เร่งกระบวนการสอบสวนทางการค้า ตามมาตรา 301 เกี่ยวกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ในการผลิตภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถบังคับใช้ภาษีศุลกากรใหม่ได้ทันก่อนที่การเรียกเก็บภาษีนำเข้าศุลกากรจากประเทศผู้ค้าทั่วโลก (Global Tariff) ในอัตรา 10% ตามมาตรา 122 จะสิ้นสุดการบังคับใช้เร็วกว่าคาด (เดิมมาตรา 122 จะสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนก.ค. 69 เนื่องจากศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (CIT) วินิจฉัยว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของประธานาธิบดีทรัมป์ เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และให้ระงับการบังคับใช้มาตรการภาษี Global Tariff)
กระบวนการสอบสวนการค้าตามมาตรา 301 ต่อ 16 เขตเศรษฐกิจรวมถึงไทย เกี่ยวกับประเด็นเรื่องอุปทานส่วนเกินเชิงโครงสร้าง และการผลิตในภาคอุตสาหกรรม เพิ่มความเสี่ยงแก่ภาคการผลิตและส่งออกของไทยมากขึ้น เนื่องจากการสอบสวนรอบนี้ ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การต่อต้านการทุ่มตลาดแบบ "รายสินค้า" หรือ Anti-dumping แต่เป็นการมุ่งเป้าในระดับ "นโยบาย" ของประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าอาจเข้าข่ายบิดเบือนกลไกตลาด เช่น การอุดหนุนการผลิต การกดค่าจ้าง หรือการให้สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น
โดยในรายงานของ USTR ระบุชัดเจนว่า ไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ต่ำกว่า 60% ติดต่อกันเป็นเวลา 2 ปี อีกทั้งยังชี้ว่าไทยถูกใช้เป็นทางผ่านสินค้าจากจีน ซึ่งอาจทำให้ USTR ใช้มาตรา 301 เพื่อกำหนดมาตรการเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้า (Country of Origin) ที่เข้มงวดขึ้น หรือเรียกเก็บภาษีในอัตราที่เทียบเท่ากับสินค้าจากจีนต่อสินค้าไทยที่ใช้ชิ้นส่วนจากจีนเกินกว่าสัดส่วนที่กำหนด ทำให้ไทยอาจต้องยอมรับข้อเรียกร้องด้านการค้าบางส่วน เพื่อลดแรงเสียดทานจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ครั้งใหม่
2. นโยบายการเงิน คาดว่าจะยังมีทิศทางผ่อนคลายต่อไป แม้ความเสี่ยงเงินเฟ้อจะเร่งตัวสูงขึ้นอย่างมีนัย (Monetary Policy Dilemma) แม้ทั่วโลก รวมถึงไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก Stagflation สูงขึ้นอย่างมีนัย แต่วิกฤตพลังงานรอบนี้ กลับเพิ่มความเสี่ยงของการเร่งขึ้นของเงินเฟ้อแตกต่างจากวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครนในปี 64 เนื่องจาก 1) อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำมานาน และมีแนวโน้มเคลื่อนไหวต่ำกว่ากรอบล่างเป้าหมาย และ 2) เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มชะลอตัว ส่งผลทำให้ความกังวลต่อความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้นต่อเนื่องจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น (Demand-pull Inflation) มีน้อยกว่าในช่วงปี 65 ซึ่งเป็นช่วงการเปิดเมืองและเศรษฐกิจฟื้นหลังผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาด
ทั้งนี้ TTB ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย จะยังคงอยู่ที่ระดับ 1% ตลอดทั้งปี 69 โดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวมาจากแรงกดดันจากฝั่งอุปทานเป็นหลัก ตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น (Cost-push Inflation) อีกทั้งผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการอาจส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นได้ไม่มากนัก เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศมีทิศทางชะลอตัวอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มที่จะรอให้สถานการณ์ต่าง ๆ มีความชัดเจนมากขึ้น (Wait-and-see) และยังไม่จำเป็นต้องเร่งรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้
3. ความท้าทายระหว่างความจำเป็นในการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้น กับการรักษาเสถียรภาพการคลังระยะยาว (Fiscal Policy Trade-off) จากข้อจำกัดด้านภาระทางการคลังของไทย เนื่องจากไทยขาดดุลการคลังมานานตลอดหลายสิบปี และมีแนวโน้มขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้นในระยะหลังจากการจัดเก็บรายได้รัฐลดลง สวนทางกับข้อจำกัดในการปรับลดงบประมาณด้านรายจ่าย ซึ่งภายใต้บริบทข้อจำกัดทางการคลังในปัจจุบันและกรอบของแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework : MTFF) ประจำปีงบประมาณ 70-73 (ณ เดือนพ.ย. 68) สะท้อนว่าอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยอยู่ในระดับตึงตัว และกำลังเข้าใกล้เพดานกฎหมายที่ 70% ต่อ GDP ตั้งแต่ก่อนเกิดภาวะสงครามแล้ว (หนี้สาธารณะของไทย ณ เดือนมี.ค. 69 อยู่ที่ 66.4% ของ GDP) ทำให้เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก ความเสี่ยงที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จะทะลุเพดานเร็วกว่าที่ประเมินไว้ย่อมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- คาดเม็ดเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ ช่วยพยุงศก.ปีนี้ราว 0.4-0.8%
TTB ประเมินว่า การกู้เพิ่มเพื่อประคองเศรษฐกิจอีก 4 แสนล้านบาท จะยังไม่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเกินกรอบเพดาน 70% ต่อ GDP ในปีงบประมาณ 69-70 หากบริหารจัดการภาระหนี้อย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบเสถียรภาพการคลังในระยะยาว
ทั้งนี้ เนื่องจากรัฐบาลกำลังพิจารณากลไกการดึงงบประมาณปี 69 ในส่วนที่เหลือหลังสิ้นวันที่ 30 เม.ย. 69 (ซึ่งไม่ผูกพันสัญญาแล้ว) เม็ดเงินบางส่วนจากงบกลาง รวมถึงการดึงงบบางส่วนที่ไม่จำเป็นจากงบประมาณปี 70 มาใช้งานปี 69 เพื่อลดความจำเป็นในการดึงเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงินฯ แบบเต็มจำนวน ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าว จะแบ่งออกเป็นมาตรการระยะสั้น เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบในกรอบระยะเวลา 4 เดือน (มิ.ย.-ก.ย.69) และมาตรการระยะปานกลาง-ยาว เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) ซึ่ง TTB ประเมินว่า เม็ดเงินจากภาครัฐ จะเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจในปี 69 ได้ราว 0.4-0.8% ของ GDP
"วิกฤตการณ์ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเชิงโครงสร้างในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้างพลังงาน เพื่อลดการพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจากต่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน การกระจุกตัวของโครงสร้างการส่งออกสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังล้าหลัง และเป็นเพียงบทบาทของผู้รับจ้างผลิต ตลอดจนข้อจำกัดของพื้นที่การดำเนินนโยบายการคลัง และการเงิน ท่ามกลางศักยภาพเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำเช่นนี้" บทวิเคราะห์จาก ttb analytics ระบุ