ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 32.13/15 กลับมาแข็งค่าตามสกุลเงินในภูมิภาค มองกรอบพรุ่งนี้ 32.05-32.25

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday January 10, 2018 17:40 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้อยู่ที่ระดับ 32.13/15 บาท/ดอลลาร์ แข็งค่า จากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 32.24 บาท/ดอลลาร์

หลังจากเปิดตลาดแล้วเงินบาทก็เริ่มปรับตัวแข็งค่าขึ้น และแข็งค่าหลุดระดับ 32.20 ไปเมื่อช่วง 15.00 น. ซึ่งเป็นผล มาจากดอลลาร์สหรัฐปรับตัวอ่อนค่าเมื่อเทียบกับสกุลหลักอื่นๆ

อย่างไรก็ดี เงินบาทยังแข็งค่าตามทิศทางของเงินสกุลอื่นๆ ในภูมิภาค ส่วนทิศทางเงินบาทวันพรุ่งนี้ ยังไม่มีปัจจัยสำคัญ เข้ามาช่วยหนุนหรือกดดัน คงขึ้นอยู่กับ fund flow เป็นสำคัญ

"ทิศทางเงินบาทสำหรับพรุ่งนี้ ก็ยังมีโอกาสจะเป็นไปได้ทั้ง 2 ทาง ขึ้นอยู่กับ fund flow เป็นหลัก เพราะช่วงนี้ยังไม่ มีปัจจัยสำคัญอะไรมาก ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่รอดูก็เป็นคืนวันศุกร์" นักบริหารเงินระบุ

นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.05 - 32.25 บาท/ดอลลาร์

  • ปัจจัยสำคัญ
  • เย็นนี้เงินเยนอยู่ที่ระดับ 111.77/79 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 112.21 เยน/ดอลลาร์
  • ส่วนเงินยูโรอยู่ที่ระดับ 1.1936/1940 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1942 ดอลลาร์/ยูโร
  • ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,794.92 จุด ลดลง 0.29 จุด (-0.02%) มูลค่าการซื้อขาย 89,683 ล้านบาท
  • สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติขายสุทธิ 4,336.88 ลบ.(SET+MAI)
  • นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ประเมินว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยในไตร
มาส 4/60 มีโอกาสเติบโตใกล้เคียงระดับ 5% ได้ แม้หลายหน่วยงานคาดการณ์ว่าจะอยู่ในระดับ 4.5% ขณะที่ทั้งปี 60 GDP มีลุ้นโต
ได้ถึง 4% ซึ่งเป็นผลมาจากความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีมากขึ้นต่อเศรษฐกิจไทย โดยจะเห็นได้จากดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคใน
เดือน ธ.ค.60 ปรับตัวสูงสุดในรอบ 35 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรม ปรับตัวสูงสุดในรอบ 22 เดือน
  • ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เปิดเผยว่า ในเบื้องต้นได้กำหนดกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2560
ไว้ที่ 3 ล้านล้านบาท ตั้งเป้าการจัดเก็บรายได้ไว้ที่ 2.55 ล้านล้านบาท และตั้งเป้าหมายการขาดดุลงบประมาณที่ 4.5 แสนล้าน
บาท หรือคิดเป็น 21% ของงบลงทุนกว่า 6 แสนล้านบาท ภายใต้การคาดการณ์อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยที่ 4.2% โดยคาด
ว่าจะเสนอให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีพิจารณาได้ในสัปดาห์หน้า
  • ที่ประชุมคณะกรรมการค่าจ้างไตรภาคี ยังไม่ได้สรุปเรื่องการปรับอัตราค่าแรงขั้นต่ำ เนื่องจากมีตัวเลขสำคัญที่จะต้อง
นำมาพิจารณาประกอบ เช่น บางจังหวัดเสนอให้ปรับขึ้นในอัตราที่สูงเกินจริง ไม่สอดคล้องกับจำนวนประชากร โดยคณะกรรมการฯ
จะนัดหารือกันอีกครั้งในวันที่ 17 ม.ค. คาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนทั้งหมด ทั้งนี้ คาดว่าจะเป็นการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศ
โดยจะนำข้อมูลของคณะกรรมการค่าจ้างจ้างจังหวัดมาเป็นเกณฑ์ในการพิจารณา และจะพิจารณาตามกลุ่มจังหวัดที่มีสภาพการจ้างงาน
ใกล้เคียงกัน โดยดูจากรายได้ อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และอัตราเงินเฟ้อ เป็นต้น
  • กระทรวงอุตสาหกรรม คาดการณ์ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (Manufacturing Production Index : MPI) ใน
ปี 2561 ว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้น 1.5 - 2.5% สอดคล้องกับสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ที่
ได้คาดการณ์เศรษฐกิจไทย ปี 2561 จะขยายตัวอยู่ที่ 3.4 - 4.6% เพราะได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
และการส่งออกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยภาคอุตสาหกรรมที่คาดว่าจะขยายตัวได้ดีในปีนี้ คือ อุตสาหกรรมอาหาร, อุตสาหกรรม
ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ และอุตสาหกรรมยานยนต์
  • ธนาคารโลก (World Bank) เตือนว่า หากสหราชอาณาจักรประสบความล้มเหล้วในการบรรลุข้อตกลงแยกตัวออก
จากสหภาพยุโรป (Brexit) ด้วยกระบวนการที่ราบรื่นแล้ว อาจสร้างความเสี่ยงอย่างร้ายแรงต่อเศรษฐกิจยุโรปที่กำลังฟื้นตัวในปี
2561 พร้อมระบุว่า การเจรจา Brexit ที่ยืดเยื้อจะเป็นปัจจัยลบต่อการตัดสินใจลงทุนทั่วภูมิภาคยุโรป โดยที่ผ่านมา กระบวนการ
Brexit ได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของอังกฤษแล้ว
  • ธนาคารโลก (World Bank) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (Global Economic Prospects) โดย
ระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มขยายตัว 2.5% ในปี 2561 โดยมีปัจจัยหนุนจากการบังคับใช้มาตรการปรับลดภาษีของประธานาธิบดี
โดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมเชื่อว่า มาตรการปรับลดภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาของสหรัฐจะช่วยสนับสนุนกิจกรรมทาง
ธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการลงทุน ซึ่งจะช่วยลดภาระในการจ่ายภาษีของภาคเอกชน และทำให้ภาคเอกชนมีเงินเพียงพอใน
การใช้จ่ายเพื่อซื้ออุปกรณ์ใหม่ๆ สำหรับองค์กร
  • ธนาคารโลก (World Bank) ปรับเพิ่มคาดการณ์การขยายตัวของเศรษฐกิจจีนในปี 2561 โดยคาดว่าเศรษฐกิจจีน
จะขยายตัว 6.4% เพิ่มขึ้น 0.1% จากที่เคยคาดการณ์ไว้เมื่อเดือน มิ.ย.2560 และคาดว่าในปี 2562 เศรษฐกิจจีนจะขยายตัว
6.3% พร้อมระบุว่าเศรษฐกิจจีนยังคงมีความก้าวหน้าในเรื่องการปรับสมดุล โดยการบริโภคและภาคบริการยังคงเติบโตในระดับที่ค่อน
ข้างรวดเร็ว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ