พาณิชย์ เล็งตั้งคณะทำงานเฉพาะกิจกำหนดยุทธศาสตร์การค้ารับมือการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลก

ข่าวเศรษฐกิจ Wednesday November 21, 2018 13:58 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

น.ส.พิมพ์ชนก วอนขอพร ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า แม้ในปีนี้การส่งออกของไทยจะยังมีแนวโน้มขยายตัวได้ดีในระดับ 8% ตามที่กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าหมายไว้ แต่ในปีหน้า สนค.มองว่าภาวะเศรษฐกิจระหว่างประเทศจะมีการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมาก ดังนั้นจึงเตรียมจะเสนอให้มีการจัดตั้งทีมงานเฉพาะกิจ เพื่อกำหนดยุทธศาสตร์ในการรับมือการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังจะเกิดขึ้น จากแนวโน้มที่จะมีการเปลี่ยนขั้วของเศรษฐกิจโลก "ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้านี้ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะส่งผลทางเศรษฐกิจมากขึ้น เรื่องการค้าจะเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เป็นแค่อาวุธที่นำมาใช้ต่อสู้กัน แต่พื้นฐานความขัดแย้งมาจากประเทศมหาอำนาจ ที่มีความคิด ความเชื่อไม่เหมือนกัน มันลึกกว่าเรื่องการค้า หรือการเอาชนะกันในเรื่องขึ้นภาษี...มันเหมือนกำลังจะนำไปสู่สงครามเย็นใหม่ เราต้องเตรียมตัว เพราะไม่แน่ใจว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมื่อไร" น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว

พร้อมระบุว่า ความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจโลก นอกจากจะนำมาซึ่งผลกระทบต่อการค้าโลกแล้ว แต่ยังส่งผลต่อเงินทุนเคลื่อนย้าย และตลาดหุ้นต่างๆ ด้วย ดังนั้น ทางสนค.จะต้องเตรียมศึกษายุทธศาสตร์ของประเทศต่างๆ ควบคู่กันไปด้วย เพื่อพิจารณาว่าประเทศไทยจะอยู่ใน positioning ใด โดยยุทธศาสตร์ดังกล่าวจะรวมทั้งด้านการค้า การต่างประเทศ ความมั่นคง ตลอดจนด้านวัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ด้วย

"เราต้องเตรียมรับมือให้ได้ ในฐานะ สนค.ต้องเตรียมทำยุทธศาสตร์รองรับสิ่งเหล่านี้ ทั้งระยะสั้นและระยะกลาง เพราะส่วนหนึ่งในประเทศไทยปีหน้าจะมีการเลือกตั้งด้วย ไม่ว่าใครจะมาเป็นรัฐบาล ประเทศชาติยังต้องอยู่ ข้างในประเทศยังมีความท้าทายอีกหลายเรื่อง เช่น ราคาสินค้าเกษตร, การกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ, การลงทุนใน EEC, การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานที่ยังต้องเดินหน้าต่อไป สิ่งเหล่านี้ เราต้องเตรียมคิดไว้ ตอนนี้กำลังเดินสายคุยกับฝ่ายวิชาการ ทำออกมาเป็น Scenario Planning ว่าจะมีผลกระทบอะไรกับเรา มีปัจจัยอะไรบ้างที่เราต้องคำนึงถึง" ผู้อำนวยการ สนค.ระบุ

น.ส.พิมพ์ชนก ยังแสดงความเห็นถึงมาตรการให้ความช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อยของรัฐบาลที่ออกมาเป็นแพ็คเกจใหญ่ ซึ่งผ่านมติคณะรัฐมนตรีไปเมื่อวานนี้ (20 พ.ย.) ว่า เชื่อว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าวจะไม่ส่งผลกระทบต่ออัตราเงินเฟ้อ เนื่องจากไม่ได้เป็นการเพิ่มต้นทุน แต่เป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋าให้ประชาชน ซึ่งช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศได้เพิ่มขึ้น

"เป็นสิ่งที่ดี เราคิดว่าไม่กระทบเงินเฟ้อ เพราะไม่ใช่การเพิ่มต้นทุน เป็นการเพิ่มเงินในกระเป๋า การจับจ่ายใช้สอยจะได้ดีในช่วงปลายปี เศรษฐกิจจะได้กระเตื้องขึ้นบ้าง" น.ส.พิมพ์ชนกกล่าว

พร้อมประเมินว่า แนวโน้มเงินเฟ้อในเดือน พ.ย.จะไม่ปรับเพิ่มขึ้นมากนัก เนื่องจากราคาน้ำมันปรับลงไปค่อนข้างมาก ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสินค้า และต้นทุนค่าขนส่งลดลง


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ