พาณิชย์ เผย Q1/62 มูลค่าการใช้สิทธิ FTA-GSP กว่า 18,000 ล้านดอลล์ มั่นใจทั้งปีโตตามเป้า 9% แตะ 8 หมื่นล้านดอลล์

ข่าวเศรษฐกิจ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 14:32 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายอดุลย์ โชตินิสากรณ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การใช้สิทธิประโยชน์สำหรับการส่งออกภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) และภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) ช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ (มกราคม-มีนาคม 2562) มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ รวมอยู่ที่ 18,039.03 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราการใช้สิทธิประโยชน์ฯ อยู่ที่ 76.89% เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 2.38% โดยแบ่งเป็นมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรี (FTA) 16,745.54 ล้านเหรียญสหรัฐ และมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) 1,293.49 ล้านเหรียญสหรัฐ

พาณิชย์ เผย Q1/62 มูลค่าการใช้สิทธิ FTA-GSP กว่า 18,000 ล้านดอลล์ มั่นใจทั้งปีโตตามเป้า 9% แตะ 8 หมื่นล้านดอลล์

ปัจจุบัน ประเทศไทยได้จัดทำความตกลง FTA ทั้งสิ้น 12 ฉบับ (กำลังมีความตกลงอาเซียน-ฮ่องกงอีกหนึ่งฉบับที่จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 มิถุนายน 2562) โดยมีการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลง FTA คิดเป็นมูลค่าเท่ากับ 16,745.54 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คิดเป็น 78.07% ของมูลค่าการส่งออกรวมภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไปยังประเทศคู่ภาคีความตกลง เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 1.08% โดยตลาดส่งออกที่ไทยมีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. อาเซียน (มูลค่า 6,228.20 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) 2. จีน (มูลค่า 4,319.55 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) 3. ญี่ปุ่น (มูลค่า 2,051.10 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) 4. ออสเตรเลีย (มูลค่า 2,024.17 ล้านเหรียญสหรัฐฯ) และ 5. อินเดีย (มูลค่า 1,168.25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ)

พาณิชย์ เผย Q1/62 มูลค่าการใช้สิทธิ FTA-GSP กว่า 18,000 ล้านดอลล์ มั่นใจทั้งปีโตตามเป้า 9% แตะ 8 หมื่นล้านดอลล์

และเมื่อพิจารณาอัตราการขยายตัวของมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ พบว่าตลาดที่มีอัตราการขยายตัวสูงสุด คือ เปรู ซึ่งมีอัตราการขยายตัว 42.91% รองลงมาคือ ญี่ปุ่น ซึ่งมีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 11.03% และอินเดีย มีอัตราการขยายตัวอยู่ที่ 6.84% สำหรับกรอบความตกลงการค้าเสรีที่มีอัตราการใช้สิทธิประโยชน์สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1. ไทย-ชิลี (96.84%) 2. ไทย-เปรู (95.50%) 3. ไทย-ญี่ปุ่น (94.67%) 4. อาเซียน-จีน (94.55%) และ 5. อาเซียน-เกาหลี (88.54%) และรายการสินค้าส่งออกที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ รถยนต์บรรทุก, ผลิตภัณฑ์ยางสังเคราะห์ผสมยางธรรมชาติ, น้ำตาลจากอ้อย, น้ำมันปิโตรเลียม และโพลิเมอร์ของเอทิลีน

นายอดุลย์ กล่าวด้วยว่า สำหรับการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) มีความคืบหน้าในส่วนของการอำนวยความสะดวกสินค้าไทยใช้สิทธิพิเศษทางภาษีส่งออกไปตลาดบรูไนด้วย e-Form D โดยตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2562 เป็นต้นไป กรมการค้าต่างประเทศได้เริ่มให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ e-Form D อย่างเต็มรูปแบบกับบรูไนเป็นประเทศที่ 5 เพิ่มเติมจากสิงคโปร์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม โดยระบบ e-Form D จะช่วยลดต้นทุนและประหยัดเวลาในการทำธุรกรรมทางการค้าของผู้ประกอบการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถให้ผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs ส่งออกสินค้าไปบรูไน โดยเมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมการส่งออกของไทยและการใช้สิทธิพิเศษทางภาษีภายใต้กรอบอาเซียน สินค้าสำคัญที่ไทยส่งออกไปบรูไนยังมีการใช้สิทธิฯ เป็นสัดส่วนที่น้อย ซึ่งกรมฯ เชื่อว่าหากสามารถส่งออกไปบรูไนด้วย e-Form D ก็จะอำนวยความสะดวกและส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมาใช้สิทธิฯ ได้เพิ่มมากขึ้น

โดยสินค้าส่งออกไทยในตลาดบรูไนที่มีมูลค่าสูง 5 อันดับแรกในปี 2561 ได้แก่ 1) ข้าว 2) ยานยนต์ที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า 3) เครื่องเพชรพลอยและรูปพรรณ 4) ยานยนต์ความจุกระบอกสูบ 1,000-1,500 ซีซี และ 5) ยานยนต์ความจุกระบอกสูบ 1,500-3,000 ซีซี ซึ่งทั้งหมดนี้อยู่ในรายการสินค้าที่บรูไนลดภาษีนำเข้าภายใต้กรอบอาเซียน และผู้ประกอบการไทยมีศักยภาพในการผลิตให้ได้ถิ่นกำเนิดในไทยเพื่อส่งออกโดยใช้สิทธิฯ กรอบอาเซียนได้

นายอดุลย์ กล่าวว่า ในส่วนของการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) โดยระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2562 ไทยยังคงได้รับสิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP จำนวน 5 ระบบ ประกอบด้วย สหรัฐอเมริกา สวิตเซอร์แลนด์ รัสเซียและเครือรัฐเอกราช นอร์เวย์ และญี่ปุ่น (ญี่ปุ่นยกเลิกการให้สิทธิ GSP ตั้งแต่เมษายน 2562 เป็นต้นไป) ซึ่งมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP เท่ากับ 1,293.49 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราการใช้สิทธิ 64.28% ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP ขยายตัว 22.92%

โดยการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP สหรัฐอเมริกา ยังคงมีสัดส่วนการใช้สิทธิมากที่สุด คือประมาณ 92% ของมูลค่าการใช้สิทธิ GSP ทั้งหมด ซึ่งระหว่างเดือนมกราคม-มีนาคม 2562 มูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ระบบ GSP สหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 1,195.23 ล้านเหรียญสหรัฐฯ มีอัตราการใช้สิทธิ 75.74% ของมูลค่าการส่งออกที่ได้รับสิทธิ GSP ซึ่งมีมูลค่า 1,584.35 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปีที่ผ่านมา 18.40% สินค้าที่มีมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ภายใต้ระบบ GSP สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ส่วนประกอบเครื่องปรับอากาศ ถุงมือยาง อาหารปรุงแต่ง รถจักรยานยนต์ และแว่นตาที่ไม่ใช่กันแดด

ทั้งนี้ ในปี 2562 กรมฯ ได้ตั้งเป้าหมายมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ มูลค่าประมาณ 81,025 ล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 9% โดยมั่นใจว่าจะทำได้ตามเป้า เพราะการใช้สิทธิประโยชน์ฯ ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีมูลค่ารวม 18,039.03 ล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็น 22.26% ของเป้าหมายมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ แต่ก็ต้องจับตาว่าอัตราการขยายตัวมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ จะยังเติบโตได้ตามเป้าหมายหรือไม่ เนื่องจากในขณะนี้แนวโน้มการส่งออกของไทยยังคงชะลอตัว ซึ่งเป็นผลมาจากแรงกดดันด้านภาวะการค้าโลกและอุปสงค์ของประเทศคู่ค้าที่ยังมีความผันผวน และจากประเด็นข้อพิพาททางการค้าที่ยังยืดเยื้อระหว่างสหรัฐฯ และจีนซึ่งส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อเศรษฐกิจโลก แต่หากในช่วงกลางปี สหรัฐฯ และจีนสามารถหาข้อยุติได้ในเรื่องมาตรการกีดกันทางการค้า น่าจะส่งผลให้ภาพรวมของการส่งออกและเศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น

อย่างไรก็ตาม กรมฯ ยังคงมีการปรับปรุงระบบการให้บริการ เพื่ออำนวยความสะดวกทางการค้าที่สะดวกรวดเร็ว ลดขั้นตอนและค่าใช้จ่าย รวมถึงการจัดกิจกรรมสัมมนาเผยแพร่ความรู้และประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีต่างๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้อัตราการขยายตัวมูลค่าการใช้สิทธิประโยชน์ฯ บรรลุได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

โดยล่าสุด กรมฯ จะมีกำหนดจัดสัมมนาให้ความรู้กับผู้ประกอบการเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์ทางการค้า และการให้บริการออกหนังสือรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า Form AHK ภายใต้ความตกลงอาเซียน-ฮ่องกง และ Form E ภายใต้ความตกลงอาเซียน-จีน (ปรับปรุงสาระสำคัญ เช่น ยกเลิกการจำกัดจำนวนรายการสินค้า การระบุราคา FOB เฉพาะสินค้าที่ใช้เกณฑ์ RVC เท่านั้น และการเลือกระบุเลขที่อินวอยซ์ของนายหน้าหรือของผู้ผลิตก็ได้ เป็นต้น) ซึ่งความตกลงทั้งสองฉบับดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 11 มิถุนายน 2562 และ 1 กรกฎาคม 2562 นี้ตามลำดับ โดยกรอบอาเซียน-ฮ่องกง จะจัดสัมมนาในวันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม 2562 และอาเซียน-จีน จะจัดในวันจันทร์ที่ 10 และวันอังคารที่ 11 มิถุนายน 2562 เวลา 12.30-17.00 น. ณ ห้องสัมมนา 5-9 ชั้น 2 อาคารสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการยุคใหม่ (รัชดา)


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ