พพ.จัดทำแผนพลังงานทางเลือก ให้สอดคล้องกับ PDP2018 หวังช่วยหนุนเศรษฐกิจฐานราก

ข่าวเศรษฐกิจ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2562 14:10 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

พพ.จัดทำแผนพลังงานทางเลือก ให้สอดคล้องกับ PDP2018 หวังช่วยหนุนเศรษฐกิจฐานราก

นายยงยุทธ จันทรโรทัย อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เปิดเผยว่า พพ.อยู่ระหว่างการจัดทำแผนพัฒนาและพลังงานทางเลือกพ.ศ. 2561-2580 (AEDP2018) เพื่อให้สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ (PDP2018) ซึ่งจะมุ่งเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนในรูปแบบต่าง ๆ 30% ของการใช้พลังงานทั้งหมดซึ่งจะสอดรับกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนไปและตอบโจทย์นโยบายกระทรวงพลังงานในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากและคงความเป็นผู้นำด้านพลังงานทดแทนในภูมิภาคอาเซียน

ทั้งนี้ ตลอดระยะเวลาการดำเนินงานที่ผ่านมาภาคเอกชนไทยมีการตื่นตัวในการดำเนินธุรกิจที่ส่งเสริมและพัฒนาพลังงานทดแทนในประเทศให้เกิดการเติบโตและมีส่วนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศและลดการใช้พลังงานโดยพิสูจน์จากเวทีประกวดไทยแลนด์ เอ็นเนอร์ยี่อวอร์ด ที่พพ.ได้เปิดกว้างให้ทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงาน และการพัฒนาพลังงานทดแทนตลอด 20 ปีที่ผ่านมา จนถึงปัจจุบันมียอดส่งผลงานเข้าประกวดรวม 3,465 ผลงาน ได้รับการคัดเลือกรับรางวัลในสาขาต่าง ๆ จำนวน 951 รางวัล คิดเป็นสัดส่วนลดการใช้พลังงานมูลค่ากว่า 9,300 ล้านบาท สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1.9 ล้านตันและผลงานนี้ยังถูกเสนอไปประกวดในระดับเวทีอาเซียน เอ็นเนอร์ยี่ อวอร์ด ที่คว้ารางวัลมาได้ทั้งสิ้นถึง 211 รางวัล ซึ่งเป็นจำนวนสูงสุด และเป็นที่หนึ่งในอาเซียนอย่างต่อเนื่อง 10 ปี จนเป็นที่ยอมรับของประเทศสมาชิกอาเซียน

ด้านนายวรวิทย์ เลิศบุษศราคาม รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ (TPIPP) เป็นบริษัทประกอบธุรกิจด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า หนึ่งในผู้ได้รับรางวัลไทยแลนด์ เอ็นเนอร์ยี่ อวอร์ด ปี 2562 หรือ ครั้งที่ 20 จากผู้ที่ได้รับรางวัลปีนี้ทั้งสิ้น 66 รางวัล กล่าวว่า บริษัทได้รับรางวัลประเภทรางวัลดีเด่นด้านพลังงานทดแทน โครงการที่ไม่เชื่อมโยงกับระบบสายส่งไฟฟ้า (Off-Grid) ในส่วนโรงงานผลิตเชื้อเพลิงทดแทนจากขยะชุมชน โครงการ 2 จังหวัดสระบุรี โดยการเพิ่มประสิทธิภาพการนำเชื้อเพลิงที่ผลิตจากขยะชุมชน (RDF) มาใช้ในกระบวนผลิตไฟฟ้าที่มีการต่อยอดเทคโนโลยีต่างประเทศด้วยการออกแบบเครื่องจักรให้เหมาะกับขยะของไทย ซึ่งเป็นแห่งเดียวในประเทศไทยมีขนาดกำลังการผลิต 180 เมกะวัตต์ (MW)

ทั้งนี้ การใช้ RDF เป็นเชื้อเพลิงในส่วนของโรงไฟฟ้า และโรงผลิตปูนซีเมนต์เป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับขยะและยังเป็นการช่วยลดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม และยังเป็นการลดต้นทุนการนำเข้าเชื้อเพลิง เนื่องจาก RDF มีราคาที่ถูกกว่าการนำเข้าถ่านหินจากต่างประเทศ แต่ปัจจุบันขยะที่จะนำมาใช้เพื่อขยายการผลิต RDF ไม่เพียงพอ หากมีการนำไปใช้ในโรงผลิตปูนซีเมนต์ จึงได้ขยายโรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ หรือ RDF ไปยังพื้นที่อื่นๆ ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร จังหวัดสระบุรี จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และจังหวัดระยอง รวมถึงยังโรงงานคัดแยกขยะอยู่ที่จังหวัดนครราชศรีมา และ จังหวัดกาญจนบุรี

ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างรอดูความชัดเจนของนโยบายรัฐบาลต่อการเปิดประมูลโรงไฟฟ้าขยะชุมชนรอบใหม่ ที่คาดว่าจะมีออกมาในช่วงปลายปีนี้ โดยเบื้องต้นให้ความสนใจที่จะเข้าร่วมโครงการโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่จังหวัดอื่นๆเพิ่มอีกในอนาคต


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ