ธุรกิจตั้งใหม่ 2 เดือนแรก กว่า 1.7 หมื่นราย อี-คอมเมิร์ซ/EV แนวโน้มมาแรง

ข่าวเศรษฐกิจ Tuesday March 5, 2024 14:57 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ธุรกิจตั้งใหม่ 2 เดือนแรก กว่า 1.7 หมื่นราย อี-คอมเมิร์ซ/EV แนวโน้มมาแรง

ช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.พ.67) มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ทั่วประเทศ 17,270 ราย โดย 3 ธุรกิจสุดฮิตจัดตั้งสูงสุด ได้แก่ ก่อสร้างอาคารทั่วไป อสังหาริมทรัพย์ และภัตตาคาร/ร้านอาหาร คิดเป็นเกือบ 20% ของการจัดตั้งธุรกิจทั้งหมด

ขณะที่ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซไม่น้อยหน้าจัดตั้งธุรกิจใหม่ 479 ราย ผลจากมาตรการเข้มของกรมสรรพากร ส่วนธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าและที่เกี่ยวเนื่องเป็นธุรกิจดาวเด่นที่เติบโตแบบก้าวกระโดดรับ Mega Trend ของรัฐบาล นักลงทุนทั้งไทย/เทศโดดเข้าแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดกันอย่างคึกคัก

*ธุรกิจจดทะเบียนใหม่

ช่วง ม.ค.-ก.พ. 67 มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ทั่วประเทศ จำนวน 17,270 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 45,794.41 ล้านบาท ซึ่งเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 66 การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น 267 ราย หรือเพิ่มขึ้น 1.57% ทุนจดทะเบียนรวมเพิ่มขึ้น 5,807.51 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 14.52%

*ประเภทธุรกิจจัดตั้งใหม่

ธุรกิจที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่สูงสุด 3 อันดับ ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ ได้แก่

อันดับ 1 ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 1,378 ราย (7.98%) ทุนจดทะเบียน 3,020.09 ล้านบาท (6.59%)

อันดับ 2 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 1,311 ราย (7.58%) ทุนจดทะเบียน 5,275.20 ล้านบาท (11.51%)

อันดับ 3 ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 743 ราย (4.30%) ทุนจดทะเบียน 1,374.09 ล้านบาท (3%)

*ธุรกิจ อี-คอมเมิร์ซ/EV แนวโน้มโตก้าวกระโดด

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ธุรกิจที่มีการจดทะเบียนจัดตั้งเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ คือ ธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ หรือ ธุรกิจขายปลีกทางอินเทอร์เน็ต สาเหตุมาจากประกาศของกรมสรรพากร ที่กำหนดให้อิเล็กทรอนิกส์แพลตฟอร์ม มีบัญชีพิเศษที่ต้องจัดทำ และนำส่งข้อมูลผู้ประกอบการให้แก่กรมสรรพากร และจากมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะมีธุรกิจอี-คอมเมิร์ซ เข้ามาจดทะเบียนจดตั้งธุรกิจใหม่เพิ่มขึ้น เป็นการส่งเสริมให้ธุรกิจของไทยเข้าสู่ระบบมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง เป็นธุรกิจดาวเด่นที่มีการเติบโตแบบก้าวกระโดดรับ Mega Trend ของรัฐบาล โดยนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ ต่างเข้าสู่ธุรกิจเพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งทางการตลาดที่ยังมีพื้นที่อีกมาก โดยธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้าและที่เกี่ยวเนื่อง ประกอบด้วย

  • กลุ่มผู้ผลิตระบบควบคุมไฟฟ้า (Control Charging Plug and Socket) ปัจจุบันมีนิติบุคคลจำนวน 31 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 14,537.19 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (L) 22 ราย คิดเป็น 70.97% มูลค่าทุนจดทะเบียน 14,480.19 ล้านบาท
  • กลุ่มผู้ผลิตระบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Devices) ปัจจุบันมีนิติบุคคลจำนวน 122 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 76,674.67 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ (L) 85 ราย คิดเป็น 69.67% มูลค่าทุนจดทะเบียน 71,967.55 ล้านบาท
  • กลุ่มธุรกิจสถานีชาร์จ (EV Charging Station) ) ปัจจุบันมีนิติบุคคลจำนวน 9 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31,758.46 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดกลาง (M) 4 ราย คิดเป็น 44.44% มูลค่าทุนจดทะเบียน 31,328.01 ล้านบาท

ทั้งนี้ กลุ่มธุรกิจผู้ผลิตระบบควบคุมไฟฟ้า และกลุ่มผู้ผลิตระบบอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีที่ตั้งสำนักงานใหญ่ของนิติบุคคลส่วนใหญ่อยู่ที่กรุงเทพมหานคร สัญชาติที่มีการลงทุนมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น

นางอรมน กล่าวว่า สำหรับการลงทุนในธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Industry) ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ระยะ 4 ปีที่ผ่านมา (ปี 2563-2566) มีจำนวน 14 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 22,134.80 ล้านบาท เป็นนักลงทุนจากประเทศสิงคโปร์ จีน ฮ่องกง ญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และสหราชอาณาจักร

โดยลงทุนในธุรกิจนายหน้า/ค้าปลีก/ค้าส่ง (รถยนต์ไฟฟ้า/รถจักยานยนต์ไฟฟ้า/EV Battery) 4 ราย ทุน 310.80 ล้านบาท ธุรกิจ EV Charging Station 3 ราย ทุน 8,893.34 ล้านบาท ธุรกิจบริการรับจ้างผลิต 2 ราย ทุน 371.68 ล้านบาท และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Industry) 5 ราย ทุน 12,558.99 ล้านบาท

กลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับรถ EV มีแนวโน้มการลงทุนจากสัญชาติจีนในสัดส่วนที่เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากรถยนต์ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในปัจจุบันเป็นแบรนด์จากประเทศจีน ซึ่งมีสัดส่วนการผลิตมากและส่งออกมากที่สุดของโลก โดยมีการนำเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย ประมาณ 1% ของสัดส่วนการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศจีน

ขณะเดียวกัน ประเทศจีนก็กำลังเข้ามาขยายฐานการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยอีกด้วย นับเป็นโอกาสที่ดีสำหรับประเทศไทยที่จะทำให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี อันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้าน และองค์ความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยีนวัตกรรมการผลิตรถ EV

"อุตสาหกรรม EV มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งจากสาเหตุด้านความผันผวนของราคาน้ำมัน หรือปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ผู้บริโภคยุคใหม่ใส่ใจมากยิ่งขึ้น ถึงแม้อุตสาหกรรม จะเผชิญความท้าทายด้านการทำกำไร เนื่องจากราคารถ EV มีแนวโน้มถูกลงจากต้นทุนการผลิตที่ลดลง แต่ด้วยเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ตลอดจนการพัฒนารูปแบบรถ EV ให้ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างตรงจุด ทำให้โอกาสของรถ EV และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมีโอกาสเติบโตอย่างก้าวกระโดด และทำกำไรอย่างต่อเนื่องในอนาคต" อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุ

*ธุรกิจเลิกกิจการ

ในช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ มีธุรกิจที่เลิกประกอบกิจการ 1,898 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 6,361.29 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 66 จดทะเบียนเลิกประกอบธุรกิจลดลง 268 ราย หรือลดลง 12.37% ทุนจดทะเบียนรวมลดลง 846.37 ล้านบาท หรือ ลดลง 11.74%

*ประเภทธุรกิจเลิกกิจการ

โดยธุรกิจที่มีการเลิกประกอบกิจการสูงสุด 3 อันดับ ได้แก่

อันดับ 1 ธุรกิจก่อสร้างอาคารทั่วไป 192 ราย (10.12%) ทุนจดทะเบียน 446.51 ล้านบาท (7.02%)

อันดับ 2 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 100 ราย (5.27%) ทุนจดทะเบียน 409.83 ล้านบาท (6.44%)

อันดับ 3 ธุรกิจภัตตาคาร/ร้านอาหาร 71 ราย (3.74%) ทุนจดทะเบียน 185.90 ล้านบาท (2.92%)

ส่งผลให้ล่าสุด ณ วันที่ 29 ก.พ.67 มีมีธุรกิจที่ยังเปิดดำเนินกิจการอยู่ทั่วประเทศ ทั้งสิ้น 905,544 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 21.86 ล้านล้านบาท

*ยอดต่างชาติลงทุนในไทย

ขณะที่การประกอบธุรกิจคนต่างชาติช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.พ.67) พบว่า ได้อนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้ พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 จำนวน 109 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 37 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 72 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 26,542 ล้านบาท จ้างงานคนไทย 564 คน

โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย สูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 ญี่ปุ่น 31 ราย (28%) เงินลงทุน 15,930 ล้านบาท (60%) อันดับ 2 สิงคโปร์ 18 ราย (17%) เงินลงทุน 1,760 ล้านบาท (7%) อันดับ 3 สหรัฐอเมริกา 15 ราย (14%) เงินลงทุน 959 ล้านบาท (4%) อันดับ 4 จีน 11 ราย (10%) เงินลงทุน 892 ล้านบาท (3%) และอันดับ 5 ฮ่องกง 7 ราย (6%) เงินลงทุน 621ล้านบาท (2%)

*คาดยอดตั้งธุรกิจใหม่ Q1/67 แตะ 2.3-2.7 หมื่นราย

นางอรมน ประเมินว่า ในไตรมาสแรกของปี 2567 จะมียอดการจดทะเบียนจัดตั้งใหม่อยู่ที่ 23,000 - 27,000 ราย และคาดว่าปี 2567 จะเป็นปีที่นักธุรกิจทั้งชาวไทยและต่างชาติ ให้ความสนใจเดินทางเข้ามาลงทุนในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง เป็นผลมาจากปัจจัยสนับสนุนหลากหลายสาเหตุ เช่น การบริโภคของภาคเอกชนมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ภาคการส่งออกเริ่มฟื้นตัวดีขึ้น โครงการลงทุนก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจภาครัฐขนาดใหญ่ (Mega Projects) กลับมาเดินหน้าอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่ล่าช้าและหยุดชะงักในช่วงการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รวมถึงนโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจตามโมเดลเศรษฐกิจใหม่ (BCG Model) ที่ส่งผลให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องมีการเติบโตตามไปด้วย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ