ทาคาฮิร่า โอกาว่า ผู้อำนวยการฝ่ายจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ สแตนดาร์ด แอนด์ พัวร์ (S&P) กล่าวถึงเรื่องความน่าเชื่อถือทางด้านเครดิตของญี่ปุ่นในช่วง 3 ปีที่ผ่านมาว่า เลวร้ายลง แม้ว่าสถานการณ์จะไม่เลวร้ายลงมากพอที่ S&P จะลดอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศที่ระดับ AA ลงก็ตาม แต่ก็ถือได้ว่า สถานการณ์ทางด้านสินเชื่อของญี่ปุ่นยังอยู่ในระดับที่ไม่จูงใจมากนัก
นายกรัฐมนตรีของญี่ปุ่นทั้ง 3 คนที่เข้ามาทำหน้าที่ต่อจากนายจุนอิชิโร่ โคอิซูมิ อดีตนายกฯของญี่ปุ่นได้ใช้นโยบายที่แตกต่างไปจากนายโคอิซูมิ โดยไม่มีการลดค่าใช้จ่าย อีกทั้งยังหันเหไปจากการนโยบายควบคุมหนี้สาธารณะ นอกจากนี้ คะแนนสนับสนุนรัฐบาลก็ตกต่ำลงเรื่อยๆ ดังนั้น การแก้ปัญหาต่างๆจึงเป็นเรื่องยาก ขณะที่ธุรกิจไฟแนนซ์ของญี่ปุ่นก็ย่ำแย่ลงในขณะที่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยทั่วโลกทำให้การขยายตัวและรายได้จากการจัดเก็บภาษีลดลงไปอีกด้วย
บลูมเบิร์กรายงานว่า นายโอกาว่า กล่าวว่า เมื่อพิจารณาจากปัจจัยทั้ง 3 ปัจจัยแล้ว เป็นเรื่องยากที่รัฐบาลจะสามารถเดินหน้าโครงการสำคัญใหม่ๆเพื่อฟื้นฟูสถานภาพทางการเงินได้ในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ความน่าเชื่อถือด้านเครดิตของญี่ปุ่นยังคงอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ที่รัฐบาลโคอิซูมิหมดวาระในการทำหน้าที่เมื่อปี 2549
อันดับความน่าเชื่อถือด้านสินเชื่อระยะยาวสกุลเงินในประเทศของญี่ปุ่นที่ AA นั้น อยู่ในระดับที่สูงเป็นอันดับ 3 และอยู่ในระดับเดียวกับที่มูดีส์ อินเวสเตอร์ส เซอร์วิส จัดอันดับ โดยบริษัทจัดอันดับทั้ง 2 รายคงแนวโน้มความน่าเชื่อถือไว้ที่ระดับมีเสถียรภาพ ในบรรดากลุ่มประเทศ G7 นั้นมีญี่ปุ่นและอิตาลีเท่านั้นที่มีอันดับความน่าเชื่อถือต่ำกว่าประเทศที่ได้รับการจัดอันดับสูงสุด
นายทาโร่ อาโสะ นายกฯคนปัจจุบันของญี่ปุ่นได้ล้มเลิกนโยบายของรัฐบาลในการจำกัดค่าใช้จ่ายด้านสวัสดิการสังคม และเลื่อนเป้าหมายในการขจัดปัญหาขาดดุลงบประมาณภายในระยะเวลา 10 ปีออกไป ซึ่งเป้าหมายดังกล่าวเป็นเป้าหมายที่นายโคอิซูมิได้กำหนดไว้ตั้งแต่เมื่อปี 2549
นายโอกาว่ากล่าวว่า S&P มีแนวโน้มที่จะคงอันดับความน่าเชื่อถือที่ระดับเดิมต่อไป ซึ่งปกติจะมีขอบเขตในการเปลี่ยนแปลงอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งการให้อันดับของเราจะได้รับการเปลี่ยนแปลงหากว่า สถานการณ์เปลี่ยนไป