ธนาคารกลางจีนเปิดเผยว่า จีนได้ถือครองพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐในช่วงเดือนมี.ค. - เม.ย. เพิ่มขึ้น 2.6% คิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 9.002 แสนล้านดอลลาร์ หลังจากลดการถือครองพันธบัตรสหรัฐในช่วงเดือนพ.ย.ปีที่แล้วจนถึงเดือนก.พ.ปีนี้ลงทั้งสิ้น 6.5% ซึ่งถือเป็นการลดถือครองพันธบัตรในระยะเวลาที่ยาวนานที่สุดในรอบ 10 ปี
นักวิเคราะห์มองว่าการที่จีนกลับมาถือครองพันธบัตรสหรัฐเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว สะท้อนให้เห็นว่าจีนยังคงมีความเชื่อมั่นในสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ และเชื่อมั่นในภาวะผู้นำของประธานาธิบดีบารัค โอบามา
นายเซียะ ปิน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งรัฐสภาจีน และหนึ่งในคณะกรรมการกำหนดนโยบายของธนาคารกลางจีน กล่าวว่า สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐจะยังคงเป็นสกุลเงินหลักในระหว่างที่จีนกระจายความเสี่ยงในระบบทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ และยังกล่าวด้วยว่าการอ่อนตัวลงของสกุลเงินยูโรจะไม่ส่งผลกระทบต่อยุทธศาสตร์ของจีนในการนำเม็ดเงินจากระบบทุนสำรองเงินตราต่างประเทศออกมากระจายความเสี่ยง (diversifying forex reserves) ซึ่งยุทธศาสตร์ดังกล่าวถือเป็นแผนการระยะยาวของจีน
ข้อมูลของธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) ระบุว่า ในเดือนพ.ค.ที่ผ่านมา ทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของจีนมีอยู่มากที่สุดในโลกถึง 2.45 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาสแรกปีนี้ ขยายตัวในอัตรา 11.9%ต่อปี คิดเป็นมูลค่าโดยรวม 8.06 ล้านล้านหยวน หรือ 1.19 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำสถิติขยายตัวรวดเร็วที่สุดในรอบเกือบ 3 ปี และมากกว่าที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่คาดว่าจะขยายตัวเพียง 11.7%