สำนักงานคอนเฟอเรนซ์ บอร์ด ซึ่งเป็นองค์กรวิจัยเอกชนของสหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจเดือนเม.ย.ของจีนขยับตัวขึ้นเพียง 0.3% ซึ่งเป็นระดับที่เพิ่มขึ้นน้อยที่สุดในรอบ 5 เดือน
ดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของจีนปรับตัวขึ้นน้อยกว่าที่เพิ่มขึ้น 1.7% ตามรายงานเมื่อช่วงกลางเดือนที่ผ่านมา ซึ่งข้อมูลดังกล่าวบ่งชี้ว่า แนวโน้มเศรษฐกิจที่ซบเซาส่งผลกระทบให้ตลาดหุ้นจีนเผชิญช่วงขาลง
รายงานที่มีการเปิดเผยวันนี้ถือเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่ตอกย้ำว่า เศรษฐกิจจีนผ่านพ้นจุดสูงสุงของการขยายตัวมาแล้วหลังจากช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ที่จีนมียอดผลผลิตมวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) เพิ่มขึ้น 11.9% ขณะที่ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต ตลาดหุ้นจีนร่วงลงหนักสุดในรอบกว่า 1 เดือน หลังจากที่ธนาคารกลางจีนเริ่มใช้นโยบายควบคุมสภาพคล่อง
ทั้งนี้ การชะลอตัวทางเศรษฐกิจจีนเป็นผลมาจากการที่รัฐบาลออกนโยบายคุมเข้มในภาคอสังหาริมทรัพย์เพื่อสกัดกั้นการเก็งกำไรและป้องกันการเกิดภาวะฟองสบู่หลังจากที่ยอดการปล่อยเงินกู้ของจีนพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อปีที่ผ่านมา โดยรัฐบาลจีนภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีเหวิน เจียเป่า ตั้งเป้าควบคุมยอดการปล่อยเงินกู้ล็อตใหม่ไว้ที่ระดับ 7.5 ล้านล้านหยวน จากระดับ 9.59 ล้านล้านหยวนในปีที่แล้ว
นอกจากนี้ จีนส่งสัญญาณว่าจะยุติการใช้นโยบายผูกติดเงินหยวนกับเงินดอลลาร์ ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวนับเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจของจีนอ่อนกำลังลง เนื่องจากการปรับเงินหยวนให้มีความยืดหยุ่นจะทำให้การส่งออกของจีนในปีนี้ชะลอตัวอันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจจีน นอกเหนือไปจากวิกฤตหนี้ยุโรปรวมถึงภาวะต้นทุนสินค้าที่แพงขึ้น