Liberix เปิดแพลตฟอร์มใหม่ใช้คริปโทฯค้ำกู้เงินบาท ดอกเบี้ย 15% ให้วงเงินขั้นต่ำ 500 ลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday January 28, 2026 17:52 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายวรภัทร พฤกษมาศน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) ลิเบอริกซ์ (Liberix) กล่าวว่า Liberix ดำเนินธุรกิจภายใต้วิสัยทัศน์ต้องการทำให้สินทรัพย์ดิจิทัลถูกใช้งานได้เช่นเดียวกับสินทรัพย์ทางการเงินแบบดั้งเดิม ได้พัฒนาแพลตฟอร์มการเงินรูปแบบใหม่ ให้กู้เงินบาทโดยใช้คริปโทเคอร์เรนซีเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน หรือ Crypto-Backed Thai Baht Loan ซึ่งเป็นรายแรกและรายเดียวในประเทศไทย เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ในการปลดล็อกมูลค่าของสินทรัพย์ดิจิทัลที่ถืออยู่โดยไม่ต้องขาย ช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ประโยชน์ทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังคงถือครองสินทรัพย์และโอกาสการเติบโตในระยะยาวได้อย่างยั่งยืน

โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สินทรัพย์ดิจิทัลได้รับการยอมรับในวงกว้างมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์เพื่อการลงทุน เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน หรือเป็นสินทรัพย์ทุนสำรองในบางประเทศ สะท้อนว่าสินทรัพย์ดิจิทัลกำลังก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในระบบการเงิน ซึ่ง Liberix เชื่อว่าสินทรัพย์ดิจิทัลไม่ควรถูกมองเป็นเพียงเพื่อการลงทุนเท่านั้น แต่ยังสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการบริหารสภาพคล่องและวางแผนทางการเงินได้จริงโดยเฉพาะสำหรับผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลในระยะยาว ที่ไม่ต้องการขายสินทรัพย์เพียงเพื่อเข้าถึงสภาพคล่องในระยะสั้น

จากภาพรวมพฤติกรรมของผู้ถือครองคริปโทเคอร์เรนซี พบว่าสัดส่วนการถือครองระยะยาวเพิ่มขึ้นชัดเจน ซึ่งผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ รวมถึงธนาคารระดับสากล อาทิ JP Morgan Chase & Co หรือ Sygnam Bank มีการนำเสนอบริการ Crypto-Backed Loan ในสกุลเงินต่างประเทศแล้ว Liberix มองเห็นโอกาสในการนำมาปรับให้ตอบโจทย์การใช้งานของผู้บริโภคในประเทศไทย ด้วยการพัฒนาบริการสินเชื่อที่ปล่อยกู้เป็นเงินบาท เพื่อให้ผู้ถือครองสินทรัพย์ดิจิทัลในประเทศไทยเข้าถึงสภาพคล่องได้สะดวก สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานและระบบการเงินในประเทศ

บริการสินเชื่อของ Liberix ถูกออกแบบให้เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน ใช้งานสะดวก โดยมีขั้นตอน ดังนี้

1. ลูกค้าสมัครบริการ และนำคริปโทเคอร์เรนซีที่รองรับมาเป็นหลักประกัน

2. ลูกค้าเลือกวงเงินกู้ตามอัตราหลักประกัน และระยะเวลากู้ที่ต้องการ

3. ประเมินมูลค่าหลักประกันตามราคาตลาดและรับเงินบาท เข้าบัญชีธนาคารของลูกค้า

4. เมื่อลูกค้าชำระคืนเงินกู้ตามระยะเวลาที่กำหนด Liberix จะคืนหลักประกันให้ทั้งหมด

โดย Liberix เป็นแพลตฟอร์มการเงินรูปแบบใหม่ที่ให้สินเชื่อโดยใช้สินทรัพย์ดิจิทัลเป็นหลักประกันซึ่งมีโครงสร้างสอดคล้องกับการให้สินเชื่อที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พร้อมปฏิบัติตามข้อกำหนดและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องของประเทศไทยอย่างเคร่งครัด โดยกำหนดอัตราดอกเบี้ย ค่าธรรมเนียม และค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งหมดตามกฎหมาย และทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่มีใบอนุญาต รวมถึงมีมาตรการกำกับดูแล เช่น การตรวจสอบทางกฎหมาย การยืนยันตัวตนลูกค้า (KYC) และการบริหารความเสี่ยงด้านราคาหลักประกันอย่างรอบคอบ ตลอดจนยึดหลักความโปร่งใส มุ่งให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม

"เราสร้าง Liberix ขึ้นมาเพราะเชื่อว่า บิตคอยน์ไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่การลงทุนหรือการเก็งกำไร แต่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเงินได้จริง เช่นเดียวกับสินทรัพย์ทั่วไป เรามุ่งพัฒนาแพลตฟอร์มภายใต้โครงสร้างที่โปร่งใส อยู่ในกรอบกฎหมาย และคำนึงถึงผู้ใช้งานเป็นหลัก เพื่อช่วยปลดล็อกข้อจำกัดในการบริหารการเงิน และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับนวัตกรรมทางการเงิน โดยหวังให้ Liberix เป็นฟันเฟืองเล็กๆ ที่ช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านของโลกการเงินดั้งเดิมสู่ยุคดิจิทัลอย่างมีความรับผิดชอบ" นายวรภัทร กล่าว

ปัจจุบัน Liberix เปิดให้บริการแพลตฟอร์มทางการเงินมาแล้วประมาณ 8 เดือน มีพอร์ตสินเชื่อกว่า 500 ล้านบาท โดยอัตราดอกเบี้ยเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนดอยู่ที่ 1.25% ต่อเดือน หรือ 15% ต่อปี โดยให้วงเงินสินเชื่อขั้นต่ำ 500 บาท และมีลูกค้าที่เคยขอสินเชื่อสูงสุดที่ 10 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาการกู้ตั้งแต่ 1-12 เดือน โดยเกณฑ์การพิจารณาวงเงินสินเชื่อขึ้นอยู่กับจำนวนและมูลค่าของหลักทรัพย์ค้ำประกันที่บริษัทกำหนด 10 สกุลคริปโทเคอเรนซี ได้แก่ BTC, ETH, ADA, BNB, SOL, DOT, DOGE, TRX และ WLD ซึ่งบริษัทมีการเก็บรักษาสินทรัพย์ดิจิทัลที่เป็นหลักทรัพย์คำประกันของลูกค้าโดยผู้ดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล (Custodian) ที่ได้รับใบอนุญาตจากฮ่องกง ทำให้มั่นใจได้ว่าสินทรัพย์ค้ำประกันของลูกค้ามีความปลอดภัย

ขณะที่ในปี 69 บริษัทเดินหน้าในการขยายตลาดไปยังกลุ่มลูกค้ารายย่อยมากขึ้น เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้ารายย่อยที่ยังมีควลมต้องการใช้เงินเพื่อเสริมสภาพคล่อง เพื่อใช้ในการท่องเที่ยว เพื่อใช้ในการลงทุน และเพื่อใช้ในยามเจ็บป่วยฉุกเฉิน เป็นต้น โดยที่จะเพิ่มสัดส่วนลูกค้ารายย่อยเพิ่มเป็น 10% จากปัจจุบันที่ลูกค้าที่ใช้สินเชื่อส่วนใหญ่เป็นลูกค้ากลุ่มนิติบุคคลเป็นหลัก


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ