นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ทรีนีตี้ เปิดเผยทิศทางการลงทุนหุ้นไทยในเดือน ก.พ.68 คาดว่า ดัชนี SET จะเคลื่อนไหวในกรอบแนวรับ 1,295 จุดและ 1,265 จุดตามลำดับ ส่วนแนวต้านประเมินที่ 1,350 จุดและ 1,380 จุดตามลำดับ
ช่วงแรกของเดือน ก.พ.อาจมี Sentiment เชิงลบเกิดขึ้นจากความผันผวนของสินทรัพย์ทั่วโลกเกิดขึ้นหลังจากที่ นาย Kevin Warsh ได้ถูกเสนอชื่อให้เป็นประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) คนใหม่ แต่มองว่าการตอบรับที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงเกินไป จากแนวนโยบายการเงินของเฟดที่ไม่น่าจะพลิกผันได้ทันทีจากบุคคลคนเดียว โดยผลกระทบน่าจะเกิดขึ้นกับตลาดหรือสินทรัพย์ที่มีการใช้ Leverage ค่อนข้างมากในช่วงที่ผ่านมาอย่างเช่นสินค้าโภคภัณฑ์จำพวกโลหะมากกว่า ในส่วนของหุ้นไทยนั้นคงจะได้รับผลกระทบน้อย เนื่องจากช่วงสัปดาห์แรกของเดือน ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยน่าจะยังพอถูกประคับประคองได้บ้างจากธีม Election rally ก่อนหน้าการเลือกตั้งจริงที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 8 ก.พ.นี้
อย่างไรก็ตาม ภายหลังจากการเลือกตั้งเสร็จสิ้น เชื่อว่าภาพของ SET Index จะถูกขับเคลื่อนด้วยผลการเลือกตั้งที่ออกมาเป็นสำคัญ โดยหากผลออกมาเป็นลักษณะของ Landslide victory โดยฟากใดฟากหนึ่งจนนำมาสู่แนวโน้มการจัดตั้งรัฐบาลที่รวดเร็ว และเป็นรัฐบาลที่มีเสียงแข็งแกร่ง เชื่อว่านักลงทุนจะตอบรับเชิงบวก และจะส่งผ่านความมั่นใจดังกล่าวมายังแรงซื้อที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากนักลงทุนต่างชาติ ในทางกลับกันหากผลการเลือกตั้งครั้งนี้ออกมาคู่คี่สูสี และนำมาสู่การจัดตั้งรัฐบาลที่ยืดเยื้อ หรือหากจัดตั้งได้แล้ว เป็นรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพมากพอง เชื่อว่ามีโอกาสที่จะเกิดปรากฏการณ์ Sell on fact ขึ้นในตลาดหุ้นไทยได้ไม่ยาก
นายณัฐชาต กล่าวว่า ปัจจัยต่างประเทศที่น่าติดตามในเดือนนี้ มองไปยังความเป็นไปได้ที่ศาลฎีกาสหรัฐฯจะออกคำตัดสินกรณีการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของรัฐบาล ปธน.โดนัลด์ ทรัมป์ว่าเป็นไปอย่างชอบธรรมหรือไม่ หากทราบผลในเดือนนี้มีโอกาสที่ปัจจัยดังกล่าวจะสร้างความผันผวนให้กับตลาดพันธบัตรสหรัฐฯรวมถึงเงินดอลลาร์สหรัฐได้
นอกจากนั้น ต้องติดตามการปรับน้ำหนักของดัชนี MSCI ในรอบนี้ว่าจะมีการลดน้ำหนักของหุ้นไทยในตะกร้าดัชนี MSCI EM อีกครั้งหรือไม่ ซึ่งจากการวิเคราะห์ของ บล.ทรีนีตี้ ล่าสุดพบว่ามีโอกาสเช่นกัน หลังจากช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาหุ้นไทยยังคงปรับตัว Underperform เมื่อเทียบกับดัชนีนี้อยู่ หากเกิดขึ้นจริงอาจต้องระวังแรงขายของนักลงทุนต่างชาติที่ปรากฏขึ้นในช่วงครึ่งเดือนหลังด้วย
ในเชิงกลยุทธ์ แนะนำพอร์ตการลงทุนที่พอมีกำไรแล้วจากการเข้าซื้อหุ้นไทยที่ดัชนีโซนล่างก่อนหน้านี้ หาจังหวะขายทำกำไรส่วนหนึ่งก่อนหน้าที่จะทราบผลการเลือกตั้ง และแบ่งถือลุ้นอีกส่วนหากผลการเลือกตั้งออกมามีแนวโน้มนำมาสู่รัฐบาลที่มีเสถียรภาพแข็งแกร่ง ซึ่งน่าจะทำให้ภาพการแกว่งตัวของหุ้นกลุ่ม Domestic play มีความโดดเด่นมากขึ้น
สำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าสนใจในเดือนนี้ได้แก่กลุ่มหุ้นที่ยังคง Laggard ทางด้าน Valuation ซึ่งหากเทียบเคียงระดับปัจจุบันกับเมื่อวันที่ 13 ม.ค.ที่ดัชนี SET ยังคงอยู่แถวบริเวณ 1,230 จุด จะได้ว่า Sector ที่มีความน่าสนใจมากที่สุดจากเกณฑ์นี้จะได้แก่ กลุ่ม BANK, TOURISM, ICT, TRANS และ FOOD เป็นต้น
ขณะที่การลงทุนในเดือน ก.พ.ทั้งเดือนนักลงทุนจะต้องติดตามปัจจัยสำคัญอื่นอีก เช่น
1. การประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 5 กุมภาพันธ์
2. ประเด็นขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ทั้งเรื่อง กรรมสิทธิ์ของเกาะกรีนแลนด์ และปัญหาความบาดหมางระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน
3. การประกาศรายชื่อหุ้นสมาชิกของดัชนี MSCI รอบใหม่ ช่วงเช้าตรู่วันที่ 11 ก.พ. ตามเวลาบ้านเรา
4. ผลประชุมกนง.ในวันที่ 25 ก.พ. คาด คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25%
5. ทิศทางของค่าเงินบาท หลังทางการจะบังคับใช้มาตรการลดความผันผวนของการ Trading ทองคำ
6. หุ้นการบินไทย (THAI) พ้นช่วงระยะเวลาห้ามขายหุ้น (Lock-up Period) 6,600 ล้านหุ้นในวันที่ 4 ก.พ.
7.ความเสี่ยงที่หุ้น DELTA อาจถูกขึ้นบัญชี Trading alert หากราคายังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง ซึ่งอาจกระทบกับความดำรงอยู่ของตัวหุ้นในดัชนี SET50/SET100 รอบถัดไป
8. ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนทั่วโลก รวมถึงบริษัทจดทะเบียน หรือ บจ. ต่างๆ ในตลาดหุ้นไทย