INTERVIEW: SMO ติดปีก! รับอานิสงส์ศึกตะวันออกกลางดันดีมานด์ปาล์มพุ่ง มั่นใจรายได้-ยอดขายทะลุเป้าทำนิวไฮต่อเนื่อง

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday March 13, 2026 10:04 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.กลุ่มสมอทอง (SMO) ส้มหล่นรับวิกฤตพลังงานโลกหลังสงครามตะวันออกกลางดันราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 เหรียญสหรัฐฯ หนุนความต้องการน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) พุ่งกระฉูด บริษัทเดินเครื่องจักรเต็มสูบเตรียมรับมือกับดีมานด์ที่ทะลักเข้ามา พร้อมแย้มข่าวดีผลประกอบการปี 69 มีโอกาสสูงทะลุเป้าหมายทั้งรายได้และปริมาณขายทำสถิติสูงสุดต่อเนื่อง

นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร SMO เปิดเผยกับ"อินโฟเควสท์"ว่า จากสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ส่งผลให้ราคา CPO ดีดตัวขึ้นกว่า 10% ภายในสัปดาห์เดียว จากระดับ 33-34 บาท ทำให้บริษัทประเมินว่าเป้าหมายทางธุรกิจที่บริษัทตั้งไว้มีโอกาสปรับเพิ่มขึ้นทั้งหมดตามคำสั่งซื้อที่ทะลักเข้ามา ทั้งปริมาณการขาย (CPO) จากเป้าหมายเดิม 270,000 ตัน และรายได้รวมที่มีเป้าหมายเติบโต 10% เทียบกับปี 68 ที่ทำได้ 9,900 ล้านบาท ซึ่งมีแนวโน้มทะลุหมื่นล้านบาทไม่ยากแล้ว

จากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางผลัดดันให้ราคาน้ำมันดิบทะลุ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ส่งผลให้ความต้องการและราคาน้ำมันปาล์มพุ่งขึ้นมาก ในแง่ของการใช้เป็นพลังงานทดแทน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีการเดินเครื่องจักรเต็มกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เข้ามาเพิ่มขึ้น

"บริษัทประเมินว่ายอดขายน้ำมันปาล์มดิบที่บริษัทตั้งไว้ 270,000 ตันในปีนี้มีโอกาสสูงจะปรับเพิ่มขึ้น ทั้งในเชิงปริมาณและรายได้ที่เพิ่มขึ้นตามราคาตลาดโลก ส่งผลให้ผลประกอบการโดยรวมเติบโตเกินกว่าเป้าที่วางไว้ตั้งแต่ต้นปีว่ารายรายได้จะเติบโต 10% จากปี 68 ที่ทำรายได้ทะลุ 9,900 ล้านบาท และปริมาณการขาย CPO ที่ระดับ 270,000 ตัน"นายกิตติพงษ์ กล่าว

นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลายเป็นโอกาสให้แก่พลังงานทดแทน โดยเฉพาะ CPO ที่กลายเป็นสินค้าทดแทนพลังงานฟอสซิลที่สำคัญ ส่งผลให้ราคา CPO ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 10% ภายในสัปดาห์เดียว จากในช่วง 2-3 สัปดาห์ก่อนที่ราคาอยู่ที่ระดับ 33-34 บาท

ขณะที่ปัจจัยหนุนในประเทศที่นอกเหนือความคาดหมาย ที่ล่าสุด รัฐบาลได้ประกาศปรับเปลี่ยนส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจากเดิม B5 เป็น B7 ซึ่งการเพิ่มสัดส่วน 2% ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันปาล์มดิบเพื่อผลิตไบโอดีเซลเพิ่มขึ้นทันที 1 ล้านลิตร หรือราว 1,000 ตัน/วัน สร้างดีมานด์ปริมาณสูงมากเข้าสู่ตลาด และเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคา CPO และผลปาล์มสดของเกษตรกรปรับตัวสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

การปรับขึ้นของราคา CPO ส่งผลดีโดยตรงต่อเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันกว่า 400,000 รายทั่วประเทศที่สามารถขายผลผลิตได้ในราคาสูงขึ้น แม้ความต้องการใช้จะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่คาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตปาล์มโดยรวมของไทยในปีนี้จะยังคงเพียงพอต่อความต้องการและเชื่อว่าจะไม่เกิดภาวะขาดแคลน โดยผลผลิตปาล์มน้ำมันดิบของไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องตามการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มของเกษตรกร ในปี 67 จะอยู่ที่ประมาณ 19 ล้านตัน, ปี 68 ประมาณ 21 ล้านตัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเป็น 22-23 ล้านตันในปี 69

นายกิตติพงษ์ กล่าวว่า แม้ปัจจุบันจะยังไม่ใช่ช่วงที่ผลผลิตออกสู่ตลาดสูงสุด แต่คาดว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปี ซึ่งเป็นช่วง High Season ผลผลิตจะออกมาในปริมาณมากและเพียงพอต่อความต้องการที่เพิ่มขึ้นทั้งจากภาคพลังงานและภาคบริโภค

นอกจาก ปัจจัยภายในประเทศแล้ว สถานการณ์ในตลาดโลกยังเป็นแรงหนุนให้กับบริษัทเพิ่มเติม โดยเฉพาะเมื่อมาเลเซียมีนโยบายลดการส่งออกเพื่อสำรองน้ำมันปาล์มไว้ใช้ในประเทศมากขึ้น ทำให้เกิดช่องว่างทางการตลาดที่เปิดโอกาสให้บริษัทชิงพื้นที่ส่งออกได้เพิ่มขึ้น เนื่องจากอินเดียที่เป็นตลาดหลัก ปัจจุบันได้ส่งมีคำสั่งซื้อมาเพิ่ม และสอบถามราคาเข้ามายังบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ดังนั้น ขณะนี้บริษัทตั้งเป้าผลักดันสัดส่วนรายได้จากการส่งออกเพิ่มขึ้นมากกว่า 70%

"จากแนวโน้มนี้จึงมีความเป็นไปได้สูงที่สัดส่วนการส่งออกน้ำมันปาล์มของบริษัทในปีนี้จะสูงกว่าเป้าหมายที่เคยตั้งไว้ อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามนโยบายของภาครัฐในการสร้างสมดุลระหว่างการส่งออกและการบริโภคในประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคน้ำมันปาล์มในครัวเรือน"นายกิตติพงษ์ กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ