เมื่อเวลา 10.56 น. BANPU บวก 3.33% เพิ่มขึ้น 0.20 บาท มาที่ 6.20 บาท มูลค่าการซื้อขาย 538.66 ล้านบาท จากราคาเปิด 6.25 บาท ราคาสูงสุด 6.30 บาท และราคาต่ำสุด 6.15 บาท
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ปรับคำแนะนำหุ้น บมจ.บ้านปู [BANPU] ขึ้นเป็น "ซื้อ" จากเดิม "Trading" สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งก๊าซธรรมชาติ (LNG) สัดส่วน 20-25% ของโลก ประกอบกับการหยุดส่งออก LNG ของกาตาร์ (ผู้ผลิตอันดับ 3 ของโลก) หลังถูกโจมตี ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดพลังงานในเอเชียที่พึ่งพาแก๊สจากกาตาร์ถึง 80%
ภาวะตลาดตึงตัวดังกล่าวทำให้เกิด "Switching Demand" หรือการที่หลายประเทศหันไปใช้ถ่านหินทดแทนก๊าซที่มีราคาสูงและขาดแคลน ส่งผลให้ราคาถ่านหินและแก๊สธรรมชาติในภูมิภาคอื่นปรับตัวสูงขึ้น ซึ่ง BANPU ได้ประโยชน์เนื่องจากมีพอร์ตการลงทุนทั้งธุรกิจถ่านหินและแก๊สกระจายอยู่ทั่วโลก จึงได้ประโยชน์ทางอ้อมจากราคาขายที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การผลิตไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม เนื่องจากแหล่งผลิตของอยู่ในสหรัฐฯ และอินโดนีเซีย, ออสเตรเลีย, จีน และมองโกเลีย
เราปรับสมมติฐานราคาถ่านหิน Newcastle ปีนี้ขึ้นเป็น 120 เหรียญต่อตัน ปรับราคาก๊าซธรรมชาติ Henry Hub ที่สหรัฐฯ เป็นเพิ่ม 3.9 เหรียญต่อ MMBTU ส่งผลให่คาดการณ์กำไรปี 69 เพิ่มขึ้น 65% มาอยู่ที่ 6,500 ล้านบาท ทั้งนี้ทุกๆ 1 เหรียญที่ราคาถ่านหินเพิ่มขึ้น จะส่งผลบวกต่อกำไรประมาณ 200 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ราคาก๊าซทุกๆ 10 เซนต์ของราคาที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลบวกต่อกำไรประมาณ 400 ล้านบาทต่อปี
ด้านจุดเด่นในปี 69 ธุรกิจแก๊สในอเมริกาได้ประโยชน์จากกระแส AI และ Data Center ด้านปริมาณขายรับรู้รายได้จากการลงทุนในดีล Barnett (BKV) เต็มปี ช่วยเพิ่ม Capacity ประมาณ 15% อีกทั้งลดความผันผวนจากขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน (FX Loss) เนื่องจากเงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าต่อเนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบัน รวมทั้งบริษัทยังแผน COD โครงการ CCUS อีก 2 แห่ง
ทั้งนี้ เราปรับ Fair Value หุ้น BANPU ขึ้นมาอยู่ที่ 7.70 บาท และปรับคำแนะนำเป็น 'ซื้อ' มองว่าเป็นหุ้นที่เป็นผู้ชนะจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง และมีความเสี่ยงด้านนโยบายรัฐจำกัดเพราะธุรกิจอยู่ต่างประเทศทั้งหมด
บล.กสิกรไทย คาดว่า BANPU จะได้รับผลกระทบเชิงบวกทางอ้อมจากความไม่สงบในตะวันออกกลางจากราคาถ่านที่ Newcastle ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ USD100/ton ในช่วงเดือนมกราคม มาอยู่ที่ระดับ USD130/ton เราคาดว่าธุรกิจถ่านหินทั้งในอินโดนีเซียที่มีราคาผันผวนตามราคา Newcastle index อยู่ที่ระดับ 40% จากการขายทั้งหมดราว 22-25 ล้านตันต่อปี และธุรกิจถ่านหินในออสเตเลียที่มีสัดส่วนส่งออกราว 30-40% จากยอดขายทั้งหมด 7-8 ล้านตันต่อปี เราคาดว่าหากราคาอยู่ที่ระดับ USD130/ton ตั้งแต่ 2Q26-4Q26 เราคาดว่า BANPU จะมีกำไรเพิ่มขึ้นราว 80-90mUSD
สำหรับธุรกิจก๊าซในสหรัฐที่ BANPU ขายอยู่ที่ระดับ 280-300Bcfe ต่อปี ซึ่งมีการ hedging ไว้ราว 50-60% และมีส่วนที่ปรับราคาตาม Henry hub gas อยู่ที่ระดับ 40% คาดว่าทุก USD1/mmbtu ที่ปรับเพิ่มขึ้นส่งผลต่อกำไรของ BANPU ที่ระดับ USD60mn
ในช่วงที่เหลือของปี เราคาดว่าหากสถานการณ์ยืดยาวไปมีโอกาสที่ BANPU จะสามารถ Rerate Trading Band สำหรับ PBV ขึ้นมาได้จากระดับ -1SD มาซื้อขายที่ระดับ Mean คือ 0.62 เท่าเทียบเท่าราคาราว 7 บาท