บริษัท เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ DELTA Thailand ในอดีตอาจถูกมองว่าเป็นเพียง โรงงานหลังบ้าน ของกลุ่ม Delta TW(ไต้หวัน) และเป็นแค่ฐานการผลิตที่รับคำสั่ง ผลิตสินค้า ส่งมอบ และเติบโตไปตามดีมานด์ของบริษัทแม่เป็นหลัก
บทบาทของ DELTA จึงมักถูกตีความว่าอยู่ปลายน้ำของ value chain กล่าวคือ มีความสำคัญ ในแง่กำลังการผลิต ต้นทุน และประสิทธิภาพเท่านั้น และยังไม่ได้ถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของการคิดค้นเทคโนโลยีหรือทรัพย์สินทางปัญญา
แต่ภาพวันนี้เริ่มเปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ
สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่แค่ DELTA Thailand นอกจากกำลังผลิตที่ได้มากขึ้น หรือมีโรงงานใหญ่ขึ้นเท่านั้น แต่คือการที่บริษัทเริ่มขยับบทบาทจากผู้รับจ้างผลิตไปเป็น ผู้ร่วมพัฒนาเทคโนโลยีภายในกลุ่ม Delta มากขึ้นเรื่อย ๆ
เดิมที โครงสร้างของธุรกิจลักษณะนี้มักเหมือนกับ "ร้านตัดเสื้อที่รับแบบจากเจ้าของแบรนด์" บริษัทแม่เป็นคนออกแบบ เป็นเจ้าของแพตเทิร์น เป็นเจ้าของดีไซน์ เป็นผู้ถือครองเทคโนโลยี
ส่วนโรงงานในประเทศอื่นมีหน้าที่ผลิตให้ได้ตามมาตรฐาน ตามจำนวน และตามต้นทุนที่เหมาะสม
ในโมเดลแบบนั้น โรงงานต้องจ่ายค่าสิทธิ หรือ Royalty Fee ให้บริษัทแม่ เพราะเป็นผู้ใช้เทคโนโลยี สิทธิบัตร กระบวนการผลิต หรือองค์ความรู้ที่บริษัทแม่พัฒนาขึ้นมา
ที่ผ่านมา DELTA Thailand ในอดีตก็มีภาพคล้ายกัน
แต่วันนี้ ภาพเริ่มเปลี่ยนจาก ร้านที่รับตัดเสื้อตามสั่ง เริ่มพัฒนากลายมาเป็นห้องเสื้อที่เริ่มมีแบบของตัวเอง
ขอขยายความเพิ่ม ถ้าอดีต DELTA Thailand เป็นเหมือนโรงงานที่รอรับแพตเทิร์นจากไต้หวัน วันนี้บริษัทเริ่มกลายเป็นห้องเสื้อที่มีทีมออกแบบ มีช่างแพตเทิร์น มีความเข้าใจวัสดุ มีองค์ความรู้เฉพาะทาง และเริ่มสร้างแบบบางส่วนที่เจ้าของแบรนด์ระดับโลกยังต้องนำกลับไปใช้ นี่คือความสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อจากนี้
ในอดีต หาก DELTA Thailand ต้องจ่าย Royalty ให้ Delta ไต้หวัน ทุกครั้งเมื่อใดก็ตามที่ ไทยเป็นฝ่ายใช้เทคโนโลยีของบริษัทแม่
แต่ในปัจจุบัน Delta ไต้หวันเริ่มมีการจ่าย Royalty Fee กลับมาให้ DELTA Thailand โดยในไตรมาสล่าสุดมีตัวเลขการรับรู้รายได้จำนวน 261 ล้านบาท
สิ่งนี้สะท้อนว่าองค์ความรู้บางส่วน เทคโนโลยีบางอย่าง หรือผลลัพธ์จาก R&D บางประเภท ของ DELTA อาจถูกสร้างขึ้นจากฝั่งไทยจนมีมูลค่าพอให้บริษัทแม่ต้องจ่ายค่าตอบแทนกลับมา
แม้ตัวเลข 261 ล้านบาทอาจเล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับขนาดรายได้ของ DELTA แต่ความหมายเชิงกลยุทธ์ มันบ่งบอกความยิ่งใหญ่ ที่มากกว่าตัวเลขได้เป็นอย่างดี
เพราะ Royalty Fee ไม่ใช่รายได้ธรรมดา
รายได้จากการผลิตต้องใช้โรงงาน เครื่องจักร วัตถุดิบ แรงงาน และเงินลงทุนจำนวนมาก แต่รายได้จาก Royalty เกิดจาก องค์ความรู้และ ทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งโดยธรรมชาติมักเป็น รายได้ที่มีคุณภาพค่อนข้างสูงกว่า สะท้อนความสามารถในการสร้างมูลค่าที่ไม่จำเป็นต้องผูกกับการขยายกำลังการผลิตอย่างเดียว
จากเดิมที่เคยเป็นเพียงแค่ฐานการผลิต แต่ตอนนี้กำลังกลายเป็นหนึ่งใน hub สำคัญของกลุ่ม Delta ทั้งในด้านการผลิต การขยายกำลังการผลิต การพัฒนาเทคโนโลยี และการขยายฐานไปต่างประเทศ
ดีลการซื้อที่ดินในสโลวาเกียผ่านบริษัทย่อยก็เป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่ช่วยต่อภาพนี้ให้ชัดขึ้น เพราะมันสะท้อนว่า DELTA Thailand ไม่ได้เป็นแค่ประเทศที่มีโรงงานอยู่เท่านั้น แต่ยังถูกใช้เป็นฐานในการขยายธุรกิจออกไปยังยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา
พูดง่าย ๆ คือ DELTA Thailand ไม่ได้อยู่ในตำแหน่ง รับคำสั่งจากศูนย์กลางDelta ไต้หวัน แบบเดิมอีกต่อไป แต่เริ่มมีบทบาทเป็น หนึ่งในศูนย์กลางของกลุ่มอย่างเห็นได้ชัด
ถ้าเปรียบกับธุรกิจแฟชั่นอีกครั้ง อดีต DELTA Thailand คือโรงงานที่ผลิตเสื้อผ้าตามแบบที่สำนักงานใหญ่ส่งมา แต่วันนี้บริษัทเริ่มมีห้องออกแบบของตัวเอง มีแพตเทิร์นของตัวเอง และบางแบบที่คิดจากไทย อาจถูกส่งกลับไปใช้ในเครือทั่วโลก
นี่คือการยกระดับจาก manufacturing base ไปสู่ technology contributor
และนี่คือเหตุผลที่ DELTA เป็นหุ้นที่ตลาดให้ premium สูงกว่าหุ้นโรงงานทั่วไป
เพราะตลาดไม่ได้มองแค่จำนวนชิ้นที่ผลิต แต่มองว่า DELTA Thailand กำลังเข้าใกล้จุดที่มีบทบาทในห่วงโซ่มูลค่าสูงขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนก็ต้องแยกให้ออกระหว่าง "story ที่ดี" กับ "ราคาที่เหมาะสม"
การที่ DELTA Thailand มีบทบาทมากขึ้น เป็น hub สำคัญขึ้น และเริ่มมีรายได้จาก Royalty Fee กลับเข้ามา เป็นพัฒนาการเชิงบวกอย่างชัดเจน แต่ราคาหุ้น DELTA มักสะท้อนความคาดหวังล่วงหน้าไปมากแล้ว
ดังนั้น คำถามของหุ้น DELTA จึงไม่ใช่แค่ว่า บริษัทดีไหม เพราะในเชิงคุณภาพธุรกิจ บริษัทมีจุดแข็งชัดเจน
คำถามที่สำคัญกว่าคือ การยกระดับครั้งนี้จะสร้างกำไรจริงได้มากแค่ไหน และเร็วพอให้รองรับ valuation ที่ตลาดให้ไว้หรือไม่
ถ้า DELTA Thailand สามารถเปลี่ยนจากโรงงานผลิต ไปสู่ศูนย์กลางการผลิตขั้นสูง ศูนย์กลาง R&D และฐานขยายธุรกิจระดับภูมิภาคได้จริง หุ้นตัวนี้ก็อาจไม่ได้เป็นแค่หุ้นอิเล็กทรอนิกส์ธรรมดาอีกต่อไป
แต่จะกลายเป็นหุ้นที่สะท้อนการยกระดับของประเทศไทยในห่วงโซ่เทคโนโลยีโลก
จากโรงงานที่รับแบบจากคนอื่น
ไปสู่ห้องเสื้อที่เริ่มออกแบบเอง
และอาจกลายเป็นหนึ่งในเจ้าของดีไซน์สำคัญของทั้งกลุ่มในอนาคตก็เป็นได้
ธิติ ภัทรยลรดี