ทริสฯ เพิ่มเครดิตองค์กร-ตราสารหนี้ ITD มาที่ BBB- จาก BB+

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday September 30, 2013 16:54 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ทริสเรทติ้งปรับเพิ่มอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันของ บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ (ITD) เป็นระดับ “BBB-" จากเดิมที่ “BB+" ในขณะเดียวกันยังปรับแนวโน้มอันดับเครดิตของบริษัทเป็น “Stable" หรือ “คงที่" จากเดิม “Negative" หรือ “ลบ" ด้วย

ทั้งนี้ การปรับอันดับเครดิตสะท้อนถึงความเสี่ยงที่ลดลงจากการที่บริษัทต้องดำรงอัตราส่วนทางการเงินภายใต้สัญญาเงินกู้หลังจากที่บริษัทได้เพิ่มทุนมูลค่า 2 พันล้านบาทในเดือนสิงหาคม 2556 นอกจากนี้ การปรับอันดับเครดิตยังสะท้อนถึงความคาดหวังว่าผลประกอบการของบริษัทจะยังคงปรับตัวดีขึ้นซึ่งจะช่วยให้งบดุลของบริษัทแข็งแกร่งขึ้นเพื่อรองรับภาระหนี้ที่อาจเพิ่มขึ้นเพื่อการลงทุนในโครงการระยะยาวด้วย

ในขณะที่แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable" หรือ “คงที่" สะท้อนถึงความคาดหวังว่าผลประกอบการที่ปรับตัวดีขึ้นของบริษัทจะช่วยให้บริษัทมีงบดุลที่แข็งแกร่งขึ้น ซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถลงทุนในโครงการระยะยาวได้โดยยังสามารถรักษาอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนในช่วง 3 ปีข้างหน้าไว้ในระดับต่ำกว่า 70% หรืออัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นต่ำกว่า 2.3 เท่า

อันดับเครดิตของ ITD ยังคงสะท้อนถึงความเป็นผู้นำในธุรกิจรับเหมาก่อสร้างในประเทศ ตลอดจนผลงานที่เป็นที่ยอมรับในโครงการก่อสร้างภาครัฐและเอกชน โครงการก่อสร้างที่ยังไม่ส่งมอบ (Backlog) ที่หลากหลายจำนวนมาก รวมถึงความสามารถในการรับงานก่อสร้างหลายประเภททั้งในประเทศและต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งดังกล่าวถูกลดทอนลงไปบางส่วนจากการที่บริษัทมีภาระหนี้ที่สูง ความเสี่ยงทางธุรกิจจากการลงทุนในโครงการระยะยาว และวงจรขึ้นลงในอุตสาหกรรมก่อสร้าง

บริษัทมีสถานะทางธุรกิจที่แข็งแกร่ง โดยเป็นผู้ประกอบการที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีรายได้สูงสุดในอุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้าง บริษัทมีรายได้รวมในปี 2555 อยู่ที่4.63 หมื่นล้านบาท สถานะทางธุรกิจของบริษัทยังได้รับแรงหนุนจากการมีผลงานที่เป็นที่ยอมรับทั้งในโครงการภาครัฐและเอกชน รวมทั้งการเป็นผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง และการมีเครื่องจักรและอุปกรณ์ก่อสร้างที่หลากหลาย

ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา บริษัทมีรายได้จากโครงการในประเทศคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 60%-75% ของรายได้รวม ในขณะที่รายได้จากต่างประเทศส่วนใหญ่มาจากโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานภาครัฐในประเทศอินเดีย ทั้งนี้ รายได้จากโครงการก่อสร้างต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นอาคาร สาธารณูปโภคด้านการขนส่งทางบก สนามบิน และท่าเรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 55%-65% ของรายได้รวม

บริษัทมีโครงการลงทุนระยะยาว 4 โครงการ ได้แก่ โครงการเหมืองแร่โปแตชในประเทศไทย โครงการนิคมอุตสาหกรรมในประเทศพม่า โครงการทางด่วนในประเทศบังคลาเทศ รวมทั้งโครงการเหมืองแร่ Bauxite และโรงงาน Alumina ในประเทศลาว โดยในปัจจุบัน บริษัทยังไม่ได้เริ่มรับรู้รายได้จากการก่อสร้างหรือมีรายได้ประจำจากโครงการระยะยาวทั้ง 4 โครงการแต่อย่างใด

ณ เดือนมิถุนายน 2556 บริษัทมีมูลค่างานในมือที่ยังไม่ส่งมอบจำนวน 1.427 แสนล้านบาท โดยมูลค่างานดังกล่าวรวมโครงการทางด่วนในประเทศบังคลาเทศจำนวน 3.78 หมื่นล้านบาทซึ่งยังไม่ได้เริ่มก่อสร้าง และโครงการเหมืองหงสาในประเทศลาวมูลค่า 2.53 หมื่นล้านบาทซึ่งจะทยอยรับรู้เป็นรายได้เป็นระยะเวลา 15 ปี ภายใต้สมมติฐานที่ไม่นับรวมโครงการทางด่วน มูลค่างานในมือของบริษัทจะมีการรับรู้เป็นรายได้ในปี 2557-2559 ประมาณ 2-3 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยที่มูลค่างานในมืออาจปรับเพิ่มสูงขึ้นในอนาคตหากบริษัทสามารถลงนามในสัญญาก่อสร้างโครงการป้องกันน้ำท่วม 5 โครงการ มูลค่า 5.34 หมื่นล้านบาท และโครงการเหมืองแร่ Bauxite และโรงงาน Alumina ในประเทศลาวมูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท

สถานะทางการเงินของบริษัทในปี 2555 และครึ่งแรกของปี 2556 ดีกว่าประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้ง โดยอัตราส่วนกำไร (อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้) ในครึ่งแรกของปี 2556 และในปี 2555 อยู่ที่ 9.5% และ 8.4% ตามลำดับ ปรับเพิ่มขึ้นจาก 4%-5% ในช่วงปี 2552-2554 อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2556 อยู่ที่ 73.1% อย่างไรก็ตาม อัตราส่วนดังกล่าวน่าจะปรับมาอยู่ที่ 60%-67% หลังจากบริษัทได้รับเงินสดมูลค่า 2 พันล้านบาทจากการจำหน่ายหุ้นเพิ่มทุนในเดือนสิงหาคม 2556

ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะมีรายได้ (ไม่รวมรายได้ก่อสร้างจากโครงการระยะยาว 4 โครงการ) อยู่ในช่วง 4.5-6 หมื่นล้านบาทต่อปี ความคืบหน้าเชิงบวกในโครงการระยะยาวและแนวโน้มการลงทุนภาครัฐที่อาจเพิ่มขึ้นในโครงการสาธารณูปโภคพื้นฐานเป็นปัจจัยที่อาจทำให้รายได้ของบริษัทปรับสูงกว่าประมาณการได้โดยเฉพาะหลังจากปี 2558 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ โอกาสที่รายได้ของบริษัทจะต่ำกว่าประมาณการมีค่อนข้างจำกัดเนื่องจากมูลค่างานในมือของบริษัทคิดเป็นสัดส่วนประมาณครึ่งหนึ่งของประมาณการรายได้ อัตราส่วนกำไรของบริษัทน่าจะอยู่ในระดับค่อนข้างคงที่และน่าจะอยู่สูงกว่า 7.5% ในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยแรงกดดันด้านต้นทุนก่อสร้างและแรงงานน่าจะอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้

อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทในช่วง 3 ปีข้างหน้าคาดว่าจะอยู่ในช่วง 60%-67% หรืออัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 1.5-2.0 เท่า โดยอัตราส่วนหนี้สินในระดับดังกล่าวน่าจะช่วยให้บริษัทมีความยืดหยุ่นที่เหมาะสมเมื่อเปรียบเทียบกับอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่กำหนดไว้ในสัญญาเงินกู้ไว้ไม่เกิน 2.5 เท่า บริษัทน่าจะสามารถสร้างเงินทุนจากการดำเนินงานได้อย่างน้อย 2.5 พันล้านบาทต่อปี ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนของบริษัทคาดว่าจะอยู่ในระดับ 1-2 พันล้านบาทต่อปี ยกเว้นในปี 2558 ที่ค่าใช้จ่ายฝ่ายทุนอาจปรับเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 5.8 พันล้านบาทจากการลงทุนในโครงการหงสา

นอกจากนี้ แรงกดดันทางการเงินจากการลงทุนล่วงหน้าในโครงการทวายคาดว่าจะไม่ปรับเพิ่มขึ้นอีก อัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมน่าจะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 60% เมื่อปรับเป็นอัตราส่วนเต็มปี ในขณะที่อัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายน่าจะอยู่ในระดับไม่ต่ำกว่า 2 เท่า


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ