ทริสฯ จัดอันดับเครดิตองค์กร UNIQ ที่ "BBB+" ด้วยแนวโน้ม "Stable"

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday June 25, 2018 16:19 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บริษัท ทริสเรทติ้ง จำกัด จัดอันดับเครดิตองค์กรให้แก่ บมจ. ยูนิค เอ็นจิเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น (UNIQ) ที่ระดับ "BBB+"

อันดับเครดิตสะท้อนถึงมูลค่างานในมือจำนวนมาก ตลอดจนความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่ง และผลงานก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของธุรกิจ ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของระดับการก่อหนี้ และความเสี่ยงของธุรกิจรับเหมาก่อสร้างที่เป็นวงจรขึ้นลงและมีการแข่งขันสูง

ประเด็นสำคัญที่กำหนดอันดับเครดิต ผลงานและความสามารถในการแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น บริษัทมีประวัติผลงานที่ได้รับการยอมรับในการประมูลงานและส่งมอบโครงการต่าง ๆ หลายโครงการ บริษัทมีการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาดังจะเห็นได้จากการเพิ่มขึ้นอย่างมั่นคงของรายได้และปริมาณงานในมือ บริษัทร่วมมือกับผู้รับเหมาชั้นนำจากประเทศจีนในการประมูลงานก่อสร้างโครงการขนส่งมวลชนขนาดใหญ่ ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวช่วยเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทในการรับงานก่อสร้างที่มีขนาดใหญ่ขึ้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอัตราความสำเร็จในการประมูลงาน นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังช่วยก่อให้เกิดการถ่ายทอดทางเทคโนโลยีการก่อสร้างอีกด้วย

โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-ตลิ่งชัน) ถือเป็นโครงการรถไฟฟ้าขนาดใหญ่โครงการแรกของบริษัท นับตั้งแต่นั้นมาบริษัทก็ประสบความสำเร็จในการประมูลงานก่อสร้างโครงการขนส่งระบบรางมาโดยตลอด โดยโครงการล่าสุดคือโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มมูลค่า 13,700 ล้านบาทนั้นเป็นโครงการรถไฟฟ้าโครงการแรกที่บริษัทยื่นประมูลโดยไม่ได้ร่วมมือกับพันธมิตรใด ๆ นอกจากนี้ บริษัทเพิ่งชนะการประมูลโครงการรถไฟฟ้าทางคู่ (ลพบุรี-ปากน้ำโพ) จำนวน 2 สัญญาโดยมีมูลค่าสัญญารวมกันทั้งสิ้นประมาณ 18,700 ล้านบาท

บริษัทเป็นผู้รับเหมาก่อสร้างที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 เมื่อพิจารณาจากขนาดของรายได้และสินทรัพย์

ฐานลูกค้ากระจุกตัวค่อนข้างมาก อันดับเครดิตของบริษัทถูกลดทอนลงบางส่วนจากการพึ่งพิงลูกค้าภาครัฐ ซึ่งแม้บริษัทจะได้ประโยชน์จากโครงการขนส่งมวลชนที่กำลังจะเกิดขึ้นในช่วงหลายปีข้างหน้า แต่กรอบเวลาในการดำเนินโครงการยังมีความไม่แน่นอน อนาคตของบริษัทในระยะยาวขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐสำหรับโครงการโครงสร้างพื้นฐานเป็นอย่างมาก ดังนั้น ความล่าช้าในการประมูลงาน ตลอดจนความล่าช้าในการแต่งตั้งผู้รับเหมาในสัญญาต่าง ๆ หรือความล่าช้าของโครงการอาจก่อให้เกิดผลกระทบในด้านลบต่อรายได้ของบริษัท

งานในมือของบริษัทประกอบไปด้วยโครงการขนาดใหญ่เพียงไม่กี่โครงการ โดยโครงการขนาดใหญ่ที่สุด 3 อันดับแรกมีสัดส่วนเกือบ 90% ของมูลค่างานในมือ ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2561 ทั้งนี้ หากเกิดความผิดพลาดในการส่งมอบโครงการหรือเกิดเหตุขัดข้องใด ๆ ในโครงการใดโครงการหนึ่งก็อาจบั่นทอนผลการดำเนินงานของบริษัทได้

อุตสาหกรรมมีความเป็นวงจรขึ้นลงและแข่งขันสูง บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่เป็นวงจรขึ้นลงและแข่งขันสูงเช่นเดียวกับผู้รับเหมาอื่น ๆ ทั้งนี้ อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างมีโครงการของลูกค้าทั้งที่อยู่ในภาคเอกชนและภาครัฐเป็นปัจจัยขับเคลื่อน ที่ผ่านมากิจกรรมการก่อสร้างของลูกค้าภาคเอกชนลดน้อยลง ส่งผลให้อุตสาหกรรมรับเหมาก่อสร้างในปัจจุบันพึ่งพิงโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล การแข่งขันมีความรุนแรงซึ่งอาจส่งผลกดดันต่อรายได้และกำไรของผู้ประกอบการทุกรายที่อยู่ในอุตสาหกรรมได้ในที่สุด

กระแสรายได้ได้รับแรงหนุนจากมูลค่างานในมือจำนวนมาก มูลค่างานในมือของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยสูงถึงประมาณ 37,000 ล้านบาท ณ เดือนมีนาคม 2561 บริษัทได้ประโยชน์จากความพยายามของรัฐบาลในการผลักดันโครงการขนส่งมวลชนจำนวนมาก ความเสี่ยงขาลงของรายได้ของบริษัทมีค่อนข้างน้อย โดยงานในมือมูลค่าสูงจะช่วยประกันรายได้และเสริมสร้างเกราะป้องกันให้แก่บริษัทในยามที่ประสบภาวะทางการเงินที่ยากลำบากเช่นในช่วงขาลงของอุตสาหกรรม ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจะเพิ่มขึ้นจาก 12,000 ล้านบาทในปี 2561 เป็น 17,000 ล้านบาทในปี 2563 โดยที่งานในมือของบริษัทคิดเป็นมูลค่ามากกว่า 90% ของรายได้ที่คาดการณ์

ความสามารถในการทำกำไรมีความแข็งแกร่ง บริษัทมีความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่ง อัตรากำไรจากการดำเนินงาน (อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อรายได้) ของบริษัทสูงกว่าผู้รับเหมาชั้นนำรายอื่น โดยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา อัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทอยู่ในช่วง 16%-24% การรวมศูนย์ต้นทุนไว้ที่ส่วนกลางช่วยให้บริษัทรับรู้ถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาวัสดุและการจัดซื้อ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอำนาจในการต่อรองกับผู้จัดจำหน่ายวัสดุอีกด้วย นอกจากนี้ บริษัทยังพยายามทำให้ต้นทุนมีความยืดหยุ่นด้วยการใช้ผู้รับเหมาช่วงจำนวนมาก โดยกลยุทธ์ดังกล่าวช่วยทำให้ต้นทุนคงที่อยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากบริษัทสามารถลดหรือขยายการรับงานได้ตลอดช่วงวัฏจักรของอุตสาหกรรรม แต่ในทางตรงกันข้าม กลยุทธ์ดังกล่าวก็อาจทำให้บริษัทตกอยู่ในภาวะลำบากได้หากเกิดการขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะหากมีโครงการโครงสร้างพื้นฐานออกมาพร้อมกันจำนวนมาก

ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตรากำไรจากการดำเนินงานของบริษัทจะลดลงเล็กน้อยจากการรับรู้อัตรากำไรที่ค่อนข้างต่ำสำหรับงานส่วนที่เหลือของโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง (บางซื่อ-รังสิต) ในภาพรวมแล้วทริสเรทติ้งยังมองว่าบริษัทจะยังสามารถควบคุมต้นทุนของโครงการส่วนใหญ่ไว้ได้ซึ่งจะทำให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานยังคงสูงกว่า 16%

การก่อหนี้จะทรงตัวอยู่ในระดับใกล้เคียงเดิม อันดับเครดิตของบริษัทถูกลดทอนลงจากการเพิ่มขึ้นของระดับการก่อหนี้ โดยหนี้ของบริษัทเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากนับตั้งแต่ปี 2556 จากการที่บริษัทรับงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้บริษัทมีความจำเป็นต้องกู้เพิ่มขึ้นเพื่อใช้เป็นทุนหมุนเวียนและลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็น 56.5% ณ เดือนมีนาคม 2561 จาก 34.1% ในปี 2555 ในช่วง 3 ปีข้างหน้า อัตราส่วนดังกล่าวน่าจะยังอยู่ที่ประมาณ 50% ตามการคาดการณ์ของทริสเรทติ้ง โดยบริษัทจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนล่วงหน้าสำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้งนี้ หนี้ของบริษัทส่วนใหญ่เป็นหนี้เงินกู้โครงการระยะสั้นจากธนาคารพาณิชย์

ในอนาคตกระแสเงินสดเมื่อเทียบกับภาระหนี้ของบริษัทจะยังคงอยู่ที่ระดับปัจจุบัน โดยอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมจะยังคงสูงกว่า 20% ในช่วงปี 2561-2563 เงินทุนจากการดำเนินงานคาดว่าจะอยู่ที่ 1,400-2,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับรองรับหนี้ระยะยาวที่จะครบกำหนดปีละ 500-900 ล้านบาทได้ นอกจากนี้ บริษัทน่าจะสามารถจัดการกับสภาพคล่องได้เป็นอย่างดีในช่วง 3 ปีข้างหน้าด้วยเช่นกัน

แนวโน้มอันดับเครดิต "Stable" หรือ "คงที่" สะท้อนความคาดหวังว่าบริษัทจะยังรักษาความสามารถในการแข่งขันในโครงการภาครัฐต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังคาดว่าอัตรากำไรของบริษัทก็จะยังคงแข็งแกร่งและการก่อหนี้จะยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับระดับปัจจุบัน

ปัจจัยที่อาจทำให้อันดับเครดิตเปลี่ยนแปลง การปรับเพิ่มอันดับเครดิตอาจเกิดขึ้นได้หากบริษัทสามารถเพิ่มฐานรายได้ให้มากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญและกระจายฐานลูกค้าได้มากขึ้น ในขณะที่ยังคงรักษากำไรให้แข็งแกร่งรวมถึงควบคุมระดับการก่อหนี้ได้ ในทางตรงกันข้าม อันดับเครดิตและ/หรือแนวโน้มอันดับเครดิตอาจถูกปรับลดลงได้หากสถานะทางการเงินของบริษัทด้อยลงอย่างมากซึ่งอาจเป็นผลมาจากความล่าช้าของโครงการ หรือต้นทุนในการก่อสร้างที่สูงกว่าคาด หรือการจัดการด้านเงินทุนหมุนเวียนที่ไม่มีประสิทธิภาพ จนทำให้อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงต่ำกว่า 12% หรืออัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนเพิ่มขึ้นสูงกว่า 60%


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ