JAS เล็งนำเงินขายทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่ม 3.8 หมื่นลบ.ชำระคืนเงินกู้-ขยายโครงข่าย-ปันผลพิเศษ

ข่าวหุ้น-การเงิน 25 กันยายน พ.ศ. 2562 15:51 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

น.ส.สายใจ คีตสิน รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล (JAS) เปิดเผยว่า ในวันนี้ (25 ก.ย.62) ผู้ถือหุ้นได้มีการอนุมัติให้ บมจ.ทริปเปิลที บรอดแบนด์ (TTTBB) ขายสินทรัพย์ให้กับกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานบรอดแบรนด์อินเทอร์เน็ต (JASIF) คือเส้นใยแก้วน้ำแสงส่วนเพิ่ม 700,000 คอร์กิโลเมตร มูลค่าประมาณ 38,000 ล้านบาท ขณะที่ TTTBB จะเช่าทรัพย์สินดังกล่าวจากกองทุนฯ มาเพื่อให้บริการต่อไป พร้อมทั้งขยายอายุสัญญาเช่าหลักทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงหลักเดิม และสัญญาเช่าทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่ม รวมทั้ง จะเข้าจองซื้อหน่วยลงทุนที่จะออกใหม่ของกองทุนฯ

น.ส.สายใจ กล่าวว่า บริษัทเตรียมนำเงินที่ได้จากการขายทรัพย์สินเส้นใยแก้วน้ำแสงส่วนเพิ่มให้แก่กองทุนฯ มูลค่าประมาณ 3.8 หมื่นล้านบาท ไปชำระคืนเงินกู้ระยะสั้น (Bridge loan) ที่นำมาใช้จองซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนฯ, ชำระค่าใช้จ่ายและค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้าทำธุรกรรมดังกล่าว เช่น ค่าที่ปรึกษาทางการเงิน ที่ปรึกษากฎหมาย เป็นต้น, ชำระค่าภาษีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมดังกล่าวทั้งหมด

พร้อมทั้ง ชำระคืนหนี้ของบริษัทฯ และกลุ่มบริษัทฯ เช่น เงินกู้ยืมจากสถาบันทางการเงิน เจ้าหนี้การค้า และเจ้าหนี้อื่นๆ อีกทั้ง จ่ายปันผลพิเศษให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ จากกำไรสะสมที่มีอยู่ โดยเบื้องต้นคาดว่าจะต้องปิดงบการเงินก่อนถึงจะดำเนินการได้

นอกจากนี้ บริษัทจะนำไปลงทุนในการขยายโครงข่าย FTTX หรือโครงข่าย Fiber Optic ให้ครอบคลุมผู้ใช้บริการทั้งหมด 3.3 ล้านรายภายในปี 63 จากปัจจุบันมีผู้ใช้บริการ 1.5 ล้านราย เพื่อให้บริการเพิ่มเติม เช่น บริการ IPTV ที่ประกอบด้วย ช่องทีวีคุณภาพ (Linear TV) ที่มี content ครอบคลุมความบันเทิง หนัง ซีรีส์ กีฬา รายการต่างๆ จาก Hollywood, เกาหลี, จีน, และอื่นๆ, VOD (video-on-demand) ที่หลากหลาย รองรับความคมชัดระดับ 4K, T-Commerce หรือ บริการทีวีช้อปปิ้ง และการบริการโฆษณาที่เข้าถึงพฤติกรรมผู้บริโภค (Targeted advertising service)

โดยก่อนหน้านี้บริษัทฯ ได้มีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ KT Corporation (KT) จากเกาหลีใต้ และ บมจ.โมโน เทคโนโลยี (MONO) ในฐานะ technology partner และ strategic consultant เพื่อดำเนินธุรกิจ IPTV เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และน่าจะสามารถให้บริการได้ในช่วงไตรมาส 1/63 หรือไตรมาส 2/63 คาดว่าธุรกิจดังกล่าวจะเข้ามาสร้างการเติบโตอย่างมีนัยสำคัญในอนาคต โดยบริษัทตั้งเป้ามีรายได้จากธุรกิจ IPTV ประมาณ 3-4 พันล้านบาท/ปี และวางงบลงทุน 5 พันล้านบาท/ปี

สำหรับการขายทรัพย์สินเส้นใยแก้วน้ำแสงส่วนเพิ่มให้แก่กองทุนฯ บริษัทฯ คาดว่าจะมีกำไรจากขายทรัพย์สินดังกล่าวประมาณ 1 หมื่นล้านบาท (ยังไม่หักค่าใช้จ่ายในการจองซื้อหน่วยลงทุนที่จะออกใหม่ของกองทุนฯ) แต่เมื่อหักค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้วก็คาดว่าจะมีกำไรอยู่ที่ 7-8.5 พันล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทจะเข้าจองซื้อหน่วยลงทุนที่จะออกใหม่ของกองทุนฯ ตามสัดส่วนการถือหน่วยลงทุนของบริษัทฯ ในกองทุนฯ โดยบริษัทฯ อาจจองซื้อหน่วยลงทุนใหม่เกินกว่าสิทธิที่ได้รับจัดสรร ซึ่งบริษั จะจองซื้อหน่วยลงทุนฯ เป็นจำนวนไม่เกิน 33% ของจำนวนหน่วยลงทุนทั้งหมดของกองทุนฯ หลังการเพิ่มทุน

น.ส.สายใจ กล่าวต่อว่า บริษัทประเมินการเช่าทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงส่วนเพิ่มจากกองทุนฯ และการขยายอายุสัญญาเช่าหลักสำหรับสัญญาเช่าทรัพย์สินเส้นใยแก้วนำแสงหลักเดิม จะส่งผลให้กลุ่มบริษัทมีภาระค่าเช่าต่อปีราว 1 หมื่นล้านบาท แต่ด้วยผลการดำเนินงานที่ผ่านมาของกลุ่มบริษัทอยู่ในเกณฑ์ที่ดีอย่างสม่ำเสมอก็เชื่อว่าจะสามารถชำระค่าเช่าตามสัญญาที่เกี่ยวข้องทั้งหมดได้ตลอดอายุสัญญาเช่า โดยไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อฐานะทางการเงิน และผลการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทฯ

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมจะเติบโตแตะ 3 หมื่นล้านบาทภายในปี 67 จากที่ตั้งเป้าปี 63 รายได้จะเติบโต 20-25% จากปีนี้คาดมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี 61 มีรายได้ 2.21 หมื่นล้านบาท เป็นไปตามเป้าหมายการขยายฐานลูกค้าที่เพิ่มขึ้นเป็น 4 ล้านรายในอีก 5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.3 ล้านราย

ส่วนประเด็นที่นายพิชญ์ โพธารามิก ซึ่งดำรงตำแหน่งประธานกรรมการ และกรรมการ ของบริษัทฯ ได้ขอลาออกจากตำแหน่ง ภายหลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใช้มาตรการลงโทษทางแพ่งนั้น ทางกลุ่ม JAS ยืนยันว่าไม่กระทบกับการดำเนินงาน และการดำเนินการของกองทุนฯ เนื่องด้วยมีทีมผู้บริการที่แข็งแกร่ง มีประสบการณ์การทำงานมายาวนาน


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ