(เพิ่มเติม) ภาวะตลาดหุ้นไทย: แนวโน้มดัชนีเช้านี้แกว่งกรอบแคบ หลังส่งออกไทยไม่สดใส จับตาประชุมครม.ถก"ชิมช้อปใช้"เฟส 2, สงครามการค้า

ข่าวหุ้น-การเงิน 22 ตุลาคม พ.ศ. 2562 09:46 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยเช้านี้น่าจะเคลื่อนไหวในกรอบแคบ หลังยังไม่มีปัจจัยใหม่ที่มีนัยสำคัญต่อตลาดเข้ามามากนัก โดยในส่วนของปัจจัยต่างประเทศ เมื่อคืนนี้นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ จะออกมาระบุว่ามีความเป็นไปได้ที่สหรัฐและจีนจะบรรลุข้อตกลงในการยุติการทำสงครามการค้า หลังการเจรจาการค้ามีความคืบหน้าอย่างมาก แต่ก็น่าจะยังไม่ได้เห็นข้อยุติในระยะเวลาอันสั้น ตลาดน่าจะยังรอดูการเจรจาที่คาดว่าจะมีขึ้นในช่วงเดือนพ.ย.อีกครั้ง ทำให้ดัชนีดาวโจนส์ที่ปิดเมื่อคืนนี้ และดาวโจนส์ฟิวเจอร์สเช้านี้ ก็ไม่ได้ปรับขึ้นมากนัก ประเด็นพิจารณาการลงทุน ส่วนตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการวันนี้ เนื่องในวันเฉลิมฉลองการขึ้นครองราชย์ของจักรพรรดิญี่ปุ่น

ส่วนปัจจัยในประเทศ ทั้งตัวเลขการส่งออกเดือนก.ย.ที่ออกมาล่าสุดเมื่อวานนี้ และตัวเลขเศรษฐกิจต่าง ๆ ก็ยังไม่ดีมากนัก จะมีเพียงสัญญาณบวกในเชิงกระแสจากการที่รัฐบาลจะลงนามกับเอกชน เพื่อดำเนินโครงการก่อสร้างรถไฟความความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) ในวันที่ 24 ต.ค.นี้ ขณะที่การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ที่คาดว่าจะหารือเรื่องมาตรการชิมช็อปใช้ เฟส 2 ก็น่าจะช่วยกระตุ้นการลงทุนกลุ่มค้าปลีกได้บ้าง แต่ไม่ได้ช่วยหนุนภาพรวมดัชนีให้เคลื่อนไหวมากนัก

สำหรับการประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/62 ของกลุ่มแบงก์ที่ออกมา มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นราว4.8% จากไตรมาสก่อน และ 1.8% จากงวดปีก่อน ภาพรวมถือว่าดีจากที่คาดว่าจะชะลอตัวลง ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากการมีกำไรจากการขายเงินลงทุนด้วย อย่างไรก็ตามแม้ว่าราคาหุ้นกลุ่มแบงก์จะปรับลดลงมากแล้ว แต่ก็ยังมีแรงกดดันจากกระแสในเชิงลบที่ยังไม่หมด รวมถึงแนวโน้มดอกเบี้ยที่ยังมีโอกาสปรับลดลงได้อีกครั้งในปีนี้ก็จะยังกดดันต่อการลงทุนในกลุ่มแบงก์ด้วย

พร้อมมองแนวรับที่ 1,615 จุด และแนวต้านที่ 1,625 จุด

  • ตลาดหุ้นนิวยอร์กล่าสุด (21 ต.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 26,827.64 จุด เพิ่มขึ้น 57.44 จุด (+0.21%) ขณะที่ดัชนี S&P500 ปิดที่ 3,006.72 จุด เพิ่มขึ้น 20.52 จุด (+0.69%) ส่วนดัชนี Nasdaq ปิดที่ 8,162.99 จุด เพิ่มขึ้น 73.44 จุด (+0.91%)
  • ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนี SSE Composite ตลาดหุ้นจีน เพิ่มขึ้น 5.98 จุด, ดัชนี HSI ตลาดหุ้นฮ่องกง เพิ่มขึ้น 88.13 จุด, ดัชนี TAIEX ตลาดหุ้นไต้หวัน เพิ่มขึ้น 37.04 จุด, ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ เพิ่มขึ้น 11.45 จุด, ดัชนี FTSE STI ตลาดหุ้นสิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 14.34 จุด, ดัชนี FBMKLCI ตลาดหุ้นมาเลเซีย ลดลง 0.66 จุด, ดัชนี PSE Composite ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ ลดลง 6.14 จุด

  • ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (21 ต.ค.62) 1,620.78 จุด ลดลง 10.65 จุด (-0.65%)
  • นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 579.30 ล้านบาท เมื่อวันที่ 21 ต.ค.62
  • ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือน พ.ย.ในตลาดไนเม็กซ์ปิดทำการล่าสุด (21 ต.ค.62) ปิดที่ 53.31 ดอลลาร์/บาร์เรล ลดลง 47 เซนต์ หรือ 0.9%
  • ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (21 ต.ค.) อยู่ที่ 3.59 ดอลลาร์/บาร์เรล
  • เงินบาทเปิด 30.25/28 แนวโน้มแกว่งกรอบแคบ ตลาดไร้ปัจจัยใหม่หนุนทิศทาง มองกรอบ 30.20-30.30
  • กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันนี้ (22 ต.ค.) ปรับลดค่าธรรมเนียมการโอนกรรมสิทธิ์ และค่าธรรมเนียมจดจำนองลงเหลือ 0.01% ของราคาประเมิน สำหรับบ้านราคาไม่เกิน 3 ล้านบาท เป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งถือเป็นมาตรการกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อเนื่องจากมาตรการเดิมที่สรรพากรได้ประกาศลดหย่อนภาษีให้กับผู้ซื้อบ้าน และคอนโดมิเนียมสูงสุด 2 แสนบาท สำหรับโครงการที่มีมูลค่าไม่เกิน 5 ล้านบาท โดยต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้เสร็จสิ้นภายในเดือนธันวาคม 2562
  • คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) รับทราบแนวทางการทดลองนำเข้าแอลเอ็นจี แบบตลาดจร (สปอต) ของกฟผ. โดยให้ดูช่วงเวลาและปริมาณการนำเข้าที่เหมาะสม ซึ่งจะมีปริมาณการนำเข้า 2 ลำเรือ ลำเรือละ 6.5 หมื่นตัน และช่วงเวลาการนำเข้าที่เหมาะสมลำแรกน่าจะเป็นเดือนธันวาคม 2562 และลำที่ 2 เดือนเมษายน 2563 ขณะที่ให้นำผลการนำเข้าแอลเอ็นจีลำแรกมารายงาน กบง.เพื่อทราบผลกระทบจากการดำเนินการ รวมถึงการเปรียบเทียบต้นทุนค่าไฟฟ้าให้กระทบน้อยที่สุด
  • "คลัง"เตรียมหั่นจีดีพีปี 2562 โตต่ำกว่าเป้าหมายที่ 3% หลังส่งออก 9 เดือนติดลบหนักถึง 2.1% รับชิมช็อปใช้ยังแรงไม่พอ พาณิชย์เผยมูลค่าส่งออก ก.ย.62 ติดลบ 1.39% ส่วน 9 เดือนยังติดลบ 2.11% ยอมรับทั้งปี 62 น่าจะลดลง 0-1% แต่ปีหน้ายันโตแน่ 1-2%
  • "อุตตม" ปัดหารือ ททท. อ้อนขอลดภาษีนำเข้าสินค้าแบรนด์เนม จาก 30% เหลือ 5% แจงยังบอกอะไรไม่ได้ ขอดูข้อเสนอก่อน ด้าน สศค.แจงทำยาก หวั่นกระทบผู้ประกอบการในประเทศ
  • ที่ประชุมคณะกรรมการส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม นัดเฉพาะกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เห็นชอบให้จัดสรรเงินจากกองทุนส่งเสริมเอสเอ็มอี วงเงิน 10,000 ล้านบาท ลงไปช่วยเหลือกลุ่มเอสเอ็มอี ด้วยการปล่อยสินเชื่อผ่านธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) หรือเอสเอ็มอีแบงก์ ในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เพียง 1% คาดว่าเริ่มได้ตั้งแต่เดือน พ.ย. 62-ต.ค. 63 โดยครอบคลุมกลุ่มเอสเอ็มอีทั่วประเทศ 12,250 ราย
  • รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า ได้รับรายงานจากการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่าการลงนามสัญญาก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ระหว่างรฟท.และกิจการร่วมค้าบริษัท เจริญโภคภัณฑ์โฮลดิ้ง จำกัด และ พันธมิตร(ซีพีเอช) จะเลื่อนมาเป็นวันที่ 24 ต.ค.62 จากเดิมวันที่ 25 ต.ค.62 เพราะซีพีเอชมีความพร้อมและต้องการลงนามวันดังกล่าว
  • "สนธิรัตน์" ปูพรมน้ำมัน "บี10" ใช้ทั่วประเทศ ม.ค.63 เพิ่มการดูดซับน้ำมันปาล์มดิบ แก้ปัญหาราคาตก ตั้งเป้าต่อยอดสู่ไบโออีโคโนมี "พลังงาน" ขอคุมสต็อกน้ำมันปาล์มสำหรับเชื้อเพลิง ประสาน "พาณิชย์" ป้องกันลักลอบนำเข้า "กุลิศ" จ่อถกค่ายรถยุโรปหวังสร้างความเชื่อมั่นการใช้น้ำมันให้ส่วนต่างราคาดีเซล บี10 ถูกกว่า บี7 อยู่ที่ 2 บาทต่อลิตร ตั้งแต่ 1 ต.ค.ที่ผ่านมา ช่วยดูดซับ ซีพีโอ ส่วนเกิน 168,360 ตัน ต่อเดือน พร้อมกระตุ้น กรมศุลกากร เข้มตรวจจับลักลอบ
*หุ้นเด่นวันนี้
  • SMART-W2 (ใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญ ของบมจ.สมาร์ทคอนกรีต รุ่นที่ 2) เข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ในวันนี้ โดยมีจำนวนหน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิที่เป็นหลักทรัพย์จดทะเบียน 91,999,678 หน่วย ราคาใบสำคัญแสดงสิทธิ 0.00 บาท/หน่วย อายุ 2 ปี อัตราการใช้สิทธิ 1 ใบสำคัญแสดงสิทธิต่อ 1 หุ้นสามัญใหม่ ที่ราคาใช้สิทธิ 1.50 บาท/หุ้น กำหนดใช้สิทธิครั้งแรกวันที่ 29 พ.ค.63 และใช้สิทธิครั้งสุดท้าย วันที่ 1 ต.ค.64
  • TASCO (กสิกรไทย) แนะ"ซื้อ" ให้ราคาเป้าหมาย 24.50 บาท/หุ้น โดยคาดกำไรธุรกิจหลักแข็งแกร่งในไตรมาส 3/2562 ที่ 738 ล้านบาท เติบโต 78% YoY และ 24% QoQ คาดว่ามีแรงหนุนหลักมาจากยอดขายระดับสูงและส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ระดับสูง ซึ่งเป็นผลมาจากอุปสงค์ที่แข็งแกร่งในภูมิภาค นอกจากนี้ ยังเล็งเห็น upside ต่อกำไรจากส่วนต่างราคาบิวทูเมน-น้ำมันเตากำมะถันหนัก (HSFO) ที่ดีกว่าคาด ทั้งนี้ แม้จะมีประเด็นความกังวลเกี่ยวกับอัตราค่าระวางเรือ แต่เชื่อว่าส่วนต่างราคาที่สูงขึ้นจะมีน้ำหนักต่อกำไรของ TASCO มากกว่า
  • CPN (เอเซีย พลัส) ให้ราคาเหมาะสมที่ 92 บาท โดยราคาหุ้น CPN ปรับตัวลดลงมากว่า 14.4% YTD ยัง laggard SET Index เพิ่มขึ้น 3.6% YTD นอกจากนี้ CPN ยังมีประเด็นบวกเฉพาะตัวหนุน จากการมีมติจำหน่ายสิทธิการเช่า 5 ศูนย์การค้า มูลค่าไม่เกิน 4.86 หมื่นล้านบาท ให้แก่ CPNREIT โดยการบันทึกกำไรขายสินทรัพย์จะเกิดขึ้นทันทีในงวด 3Q62 จากโครงการ มารีนาและลำปาง ราว 1.3-1.6 พันล้านบาท ส่วนโครงการอื่นๆ จะทยอยรับรู้เป็นรายได้ค่าเช่าตลอดอายุสัญญาเช่า โดยภาพรวมช่วยหนุนกำไร CPN และยังสามารถนำกระแสเงินสดไปลงทุนต่อยอดโครงการใหม่ รวมถึงลดเงินกู้ได้ ปัจจุบันราคาหุ้นมี Upside เปิดกว้างกว่า 43.75% จึงเป็นโอกาสในเข้าการลงทุน

เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ