ภาวะตลาดหุ้นโตเกียว: นิกเกอิปิดร่วง 961.62 จุด เหตุเยนแข็ง กังวลญี่ปุ่น-สหรัฐฯ จ่อแทรกแซงตลาด

ข่าวต่างประเทศ Monday January 26, 2026 15:07 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดตลาดร่วงลงเกือบ 1,000 จุดในวันนี้ (26 ม.ค.) หลังเงินเยนแข็งค่าขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 เดือนเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ท่ามกลางความวิตกกังวลว่าทางการญี่ปุ่นและสหรัฐฯ อาจร่วมมือกันแทรกแซงตลาดเงินเพื่อพยุงค่าเงินเยน

สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิปิดตลาดที่ระดับ 52,885.25 จุด ลดลง 961.62 จุด หรือ -1.79%

หุ้นที่ปรับตัวลงมากที่สุดได้แก่กลุ่มอุปกรณ์ขนส่ง กลุ่มธนาคาร และกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า

เงินเยนพุ่งขึ้นต่อเนื่องจากปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบบนของระดับ 153 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดนับตั้งแต่ช่วงกลางเดือนพ.ย. ปีที่แล้ว ปัจจัยหลักมาจากความระมัดระวังเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ทางการญี่ปุ่นและสหรัฐฯ จะเข้าแทรกแซงตลาดเงิน โดยมีการคาดการณ์ว่าทั้งสองฝ่ายอาจร่วมกันดำเนินการ "ตรวจสอบอัตราแลกเปลี่ยน" (Rate Check) กับธนาคารพาณิชย์รายใหญ่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (23 ม.ค.) ซึ่งมักเป็นขั้นตอนที่เกิดขึ้นก่อนการเข้าแทรกแซงตลาดอย่างเป็นทางการ

อัตสึชิ มิมูระ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังฝ่ายกิจการระหว่างประเทศ ปฏิเสธที่จะให้ความเห็นเรื่องการทำ Rate Check ในวันนี้ แต่ระบุกับผู้สื่อข่าวว่ารัฐบาลจะ "ดำเนินการอย่างเหมาะสมโดยประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทางการสหรัฐฯ ตามความจำเป็น"

การแข็งค่าของเงินเยนส่งผลกระทบโดยตรงต่อหุ้นกลุ่มส่งออก โดยเฉพาะกลุ่มยานยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ถูกเทขายอย่างหนัก เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่ากำไรของบริษัทจะลดลงเมื่อแปลงรายได้จากต่างประเทศกลับมาเป็นเงินเยน โดยหุ้น Toyota Motor ร่วงลง 4.1% มาอยู่ที่ 3,477 เยน และหุ้น Honda Motor ลดลง 4.4% มาอยู่ที่ 1,544.5 เยน

ขณะที่หุ้นเทคโนโลยีอย่าง SoftBank Group และ Tokyo Electron ก็ถูกกดดันเช่นกัน หลัง Intel Corp. ให้ตัวเลขคาดการณ์ยอดขายไตรมาสม.ค.-มี.ค. ที่อ่อนแอกว่าคาด

มาซาฮิโระ ยามากูจิ หัวหน้าฝ่ายวิจัยการลงทุนของธนาคาร SMBC Trust กล่าวว่า "แนวโน้มเงินเยนแข็งค่าไม่น่าจะดำเนินต่อไป เนื่องจากตลาดคาดการณ์ว่าการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งต่อไปของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะไม่เกิดขึ้นจนกว่าจะถึงเดือนเม.ย. หรือมิ.ย. หากเป็นเช่นนั้น การเทขายหุ้นกลุ่มส่งออกจะไม่ยืดเยื้อ และนักลงทุนมีแนวโน้มที่จะเริ่มใช้ท่าทีรอดูสถานการณ์"


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ