ดัชนีดาวโจนส์เปิดตลาดปรับตัวลงอย่างหนักในวันนี้ (3 มี.ค.) ท่ามกลางความวิตกของนักลงทุนที่กำลังเตรียมรับมือกับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่บานปลายในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจส่งผลกระทบโดยตรงต่ออัตราเงินเฟ้อและการค้าโลก
ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ เปิดตลาดลบ 411.70 จุด หรือ -0.84% สู่ระดับ 48,493.11 จุด
การที่รัฐบาลเตหะรานขู่โจมตีเรือทุกลำที่พยายามแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับการระงับการผลิตของบริษัทน้ำมันและก๊าซหลายแห่งในตะวันออกกลาง ได้ส่งผลให้อัตราค่าระวางเรือทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น และดันราคาน้ำมันดิบรวมถึงก๊าซธรรมชาติให้ปรับตัวขึ้นตามไปด้วย โดยช่องแคบฮอร์มุซถือเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่มีการขนส่งน้ำมันคิดเป็นสัดส่วนราว 1 ใน 5 ของปริมาณการบริโภคทั่วโลก
ทางด้านจิม รีด และทีมนักกลยุทธ์จากดอยช์แบงก์ กล่าวว่า "สถานการณ์ต่อจากนี้จะขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันเป็นหลัก หากราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง ย่อมจะกระตุ้นให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยงอย่างมีนัยสำคัญ"
นักลงทุนวิตกกังวลว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นอาจกระตุ้นเงินเฟ้อในวงกว้าง และเพิ่มความยุ่งยากให้กับการตัดสินใจด้านนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ต้องรับมือกับราคาสินค้าที่พุ่งขึ้นจากกำแพงภาษีอยู่ก่อนแล้ว
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี แตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 สัปดาห์ ขณะที่ข้อมูลจาก LSEG บ่งชี้ว่า นักลงทุนได้เลื่อนการคาดการณ์ที่ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ออกไปเป็นเดือนก.ย. จากเดิมที่คาดการณ์ไว้ในเดือนก.ค.
ตลาดจับตาสัญญาณใหม่จากเจ้าหน้าที่เฟด หลังมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ยในช่วงที่ผ่านมา โดยจอห์น วิลเลียมส์ (สมาชิกคณะกรรมการที่มีสิทธิ์โหวต), เจฟฟรีย์ ชมิด และนีล แคชแครี มีกำหนดกล่าวสุนทรพจน์ในวันนี้
นอกจากนี้ นักลงทุนยังรอดูการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงยอดค้าปลีกเดือนม.ค., ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนจาก ADP และตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm payrolls) ที่ตลาดให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด