ตลาดหุ้นลอนดอนปิดร่วงลงรายวันรุนแรงที่สุดในรอบเกือบ 1 ปีในวันอังคาร (3 มี.ค.) หลังนักลงทุนปรับลดคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ย เนื่องจากราคาพลังงานที่พุ่งขึ้นได้จุดชนวนความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อที่อาจกลับมาเร่งตัวอีกครั้ง
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,484.13 จุด ลดลง 295.98 จุด หรือ -2.75% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายวันหนักที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นเกือบ 7% ขณะที่ราคาก๊าซในยุโรปพุ่งขึ้น 15% หลังสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน ส่งผลให้การส่งออกพลังงานจากตะวันออกกลางหยุดชะงัก
แรงเทขายในตลาดหุ้นอังกฤษเกิดขึ้นในวงกว้าง โดยหุ้นกลุ่มธนาคาร เหมืองแร่ ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทท่องเที่ยว ต่างเผชิญแรงกดดัน
ราเชล รีฟส์ รัฐมนตรีคลังอังกฤษระบุว่า เธอจะนำพาเศรษฐกิจประเทศฝ่าความผันผวนที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง พร้อมเปิดทางสู่ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นกับสหภาพยุโรป และให้คำมั่นว่าจะสร้างเสถียรภาพแก่ภาคธุรกิจ
หน่วยงานอิสระด้านการคาดการณ์งบประมาณของอังกฤษปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจปีนี้ลงเหลือ 1.1% จากเดิม 1.4% แต่ปรับเพิ่มคาดการณ์เล็กน้อยสำหรับ 2 ปีข้างหน้าเป็น 1.6%
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษพุ่งขึ้นเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน หลังนักลงทุนลดคาดการณ์การปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจเพิ่มแรงกดดันเงินเฟ้อ
ขณะนี้นักลงทุนให้น้ำหนักความเป็นไปได้น้อยกว่า 1 ใน 3 ที่ธนาคารกลางอังกฤษจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในเดือนนี้ ลดลงอย่างมากจากราว 80% เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ในบรรดาหุ้นรายตัว หุ้น Smith & Nephew พุ่งขึ้น 3.6% หลัง Barclays ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายให้กับผู้ผลิตอุปกรณ์การแพทย์รายดังกล่าว
ขณะที่หุ้น IAG เจ้าของสายการบิน British Airways ร่วงลง 5.4% สอดคล้องกับแรงขายในหุ้นกลุ่มสายการบิน หลังราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งขึ้น และการเดินทางในตะวันออกกลางยังคงหยุดชะงักเป็นวันที่ 4 ติดต่อกัน