ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 300 จุด ขานรับราคาน้ำมันที่ปรับตัวลง ซึ่งช่วยให้นักลงทุนคลายความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ และผลกระทบต่อเศรษฐกิจสหรัฐ
ณ เวลา 20.37 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ บวก 373.24 จุด หรือ 0.8% สู่ระดับ 47,051.09 จุด
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวลงอย่างต่อเนื่องในวันนี้ ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ร่วงหลุดระดับ 99 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI หลุดระดับ 94 ดอลลาร์ โดยตลาดคลายความกังวลด้านอุปทานน้ำมัน หลังสหรัฐผ่อนคลายมาตรการคว่ำบาตรต่อรัสเซีย โดยอนุญาตให้ประเทศอื่น ๆ สามารถซื้อน้ำมันจากรัสเซียได้
ทั้งนี้ ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงในวันนี้ หลังทางการสหรัฐออกใบอนุญาตชั่วคราวให้ประเทศต่าง ๆ สามารถซื้อน้ำมันและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของรัสเซีย โดยสหรัฐให้การผ่อนผันเป็นเวลา 30 วัน เพื่อให้ประเทศต่าง ๆ สามารถซื้อน้ำมันรัสเซียที่อยู่ภายใต้มาตรการคว่ำบาตร รวมทั้งผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่กำลังอยู่ในทะเล
นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า สหรัฐออกมาตรการดังกล่าวเพื่อรักษาเสถียรภาพของตลาดพลังงานโลกที่ได้รับผลกระทบจากสงครามอิหร่าน
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากการที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ประกาศระบายน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยสมาชิกทั้ง 32 ประเทศของ IEA จะระบายน้ำมันจากคลังสำรองฉุกเฉินรวม 400 ล้านบาร์เรล โดยมากกว่าจำนวน 182 ล้านบาร์เรลที่เคยเกิดขึ้นหลังรัสเซียใช้ปฏิบัติการพิเศษทางทหารโจมตียูเครนในปี 2565 และเป็นการปล่อยน้ำมันสำรองร่วมกันครั้งใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ IEA ถูกก่อตั้งขึ้นหลังช่วงวิกฤตน้ำมันในปี 2516
ขณะเดียวกัน นักลงทุนยังพากันขายทำกำไร หลังราคาน้ำมันพุ่งแตะ 120 ดอลลาร์/บาร์เรลก่อนหน้านี้ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะขาดแคลนน้ำมันจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 2 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2568 ในวันนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเพียง 0.7% ในไตรมาสดังกล่าว ต่ำกว่าตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 ที่ระดับ 1.4% และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.5%
นอกจากนี้ การขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 4/2568 ต่ำกว่าการขยายตัว 4.4% ในไตรมาส 3 โดยได้รับผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์ ส่งผลให้การใช้จ่ายในภาครัฐและการลงทุนดิ่งลง 16.7% ส่วนการใช้จ่ายของผู้บริโภคเพิ่มขึ้นเพียง 2% ลดลงจากระดับ 3.5% ในไตรมาส 3
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัว 2.1% ในปี 2568 หลังจากมีการเติบโต 2.8% ในปี 2567
กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.8% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.9% จากระดับ 2.9% ในเดือนธ.ค.
เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.3% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 0.4% ในเดือนธ.ค.
ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.1% ในเดือนม.ค. เมื่อเทียบรายปี สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 3.0% ในเดือนธ.ค.
เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.4% สอดคล้องตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ จากระดับ 0.4% ในเดือนธ.ค.
ทั้งนี้ ดัชนี PCE ถือเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)