ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวปิดลบในภาคเช้าวันนี้ (30 เม.ย.) ขณะที่เงินเยนอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ หลังจากราคาน้ำมันดิบพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ท่ามกลางความกังวลว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของญี่ปุ่นที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันเป็นหลัก
สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ดัชนีนิกเกอิปิดภาคเช้าที่ระดับ 59,304.62 จุด ลดลง 612.84 จุด หรือ -1.02%
ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลให้ตลาดคาดว่าอัตราเงินเฟ้อในญี่ปุ่นจะเร่งตัวขึ้นตามไปด้วย ปัจจัยนี้ดันให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นอายุ 10 ปี พุ่งแตะ 2.520% ซึ่งถือเป็นระดับสูงสุดในรอบกว่า 27 ปี 3 เดือน
ด้านค่าเงินเยนอ่อนค่าลงมาเคลื่อนไหวในช่วง 160 เยนต่อดอลลาร์ หลังจากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นไปแตะ 160.48 เยนในการซื้อขายที่ตลาดนิวยอร์กเมื่อคืนนี้ ซึ่งเป็นระดับที่อ่อนค่าที่สุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2567
สาเหตุที่ดอลลาร์แข็งค่าขึ้น มาจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) มีมติคงอัตราดอกเบี้ย ทำให้ตลาดเชื่อว่าส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยระหว่างสหรัฐฯ กับญี่ปุ่นจะยังคงกว้างต่อไป ประกอบกับนักลงทุนหันมาถือครองดอลลาร์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยในช่วงที่สถานการณ์โลกมีความไม่แน่นอน
ขณะเดียวกัน ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) แม้จะมีมติไม่ขึ้นดอกเบี้ยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา แต่ยังเปิดช่องว่าอาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยจะพิจารณาจากผลกระทบของสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่มีต่อเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่ขาดแคลนทรัพยากร
บรรยากาศการลงทุนยิ่งซบเซาลงเมื่อสัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) พุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 สัปดาห์ที่ 106.88 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังจากมีรายงานว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ไม่ได้ปฏิเสธว่าอาจมีการใช้กำลังทางทหาร และจะเดินหน้าปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซต่อไปจนกว่าจะได้ข้อตกลงเรื่องนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ปัจจัยทั้งหมดนี้ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้กับเศรษฐกิจญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบเป็นหลัก