ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดดิ่งลงกว่า 200 จุด หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เตือนว่าเขาใกล้เปิดฉากโจมตีอิหร่าน
นอกจากนี้ ตลาดถูกกดดันจากการทะยานขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ
ณ เวลา 22.45 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 49,455.55 จุด ลบ 230.57 จุด หรือ 0.46%
ปธน.ทรัมป์กล่าวในวันนี้ว่า เขาใกล้เปิดฉากโจมตีอิหร่านแล้ว โดยเหลือเวลาเพียง "หนึ่งชั่วโมง" ขณะที่การเจรจาสันติภาพยังคงประสบภาวะชะงักงัน หลังจากเมื่อวานนี้เขาได้ประกาศเลื่อนการโจมตีตามคำร้องขอของผู้นำประเทศในอ่าวอาหรับ
'ผมอยู่ห่างแค่หนึ่งชั่วโมง' ปธน.ทรัมป์กล่าว เมื่อนักข่าวถามว่าเขาใกล้จะดำเนินการโจมตีอิหร่านมากเพียงใด
ปธน.ทรัมป์กล่าวเพิ่มเติมว่า 'เราอาจจำเป็นต้องโจมตีครั้งใหญ่อีกครั้ง ผมยังไม่แน่ใจในตอนนี้ พวกคุณจะรู้ในเร็ว ๆ นี้'
'ผมกำลังพูดถึงอีกสองหรือสามวัน อาจเป็นวันศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ หรืออาจเป็นช่วงต้นสัปดาห์หน้า นี่จะเป็นช่วงเวลาที่จำกัด เพราะเราไม่สามารถปล่อยให้พวกเขามีอาวุธนิวเคลียร์ลูกใหม่ได้'
ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาของตราสารหนี้ทั่วโลก ซึ่งรวมถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองของสหรัฐ จะทำให้ผู้บริโภคมีเงินสำหรับการใช้จ่ายลดน้อยลง และบริษัทต่างๆจะเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการชำระหนี้ ทำให้บริษัทเหล่านี้ลดการลงทุน และลดการจ่ายเงินปันผลแก่นักลงทุน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐทะยานขึ้นในวันนี้ ขณะที่นักลงทุนยังคงเทขายพันธบัตรอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางความกังวลว่าเงินเฟ้อกำลังมีแนวโน้มพุ่งขึ้นอีกครั้ง ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปีพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบเกือบ 19 ปี
ทั้งนี้ ราคาพันธบัตรและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรจะปรับตัวในทิศทางตรงกันข้ามกัน
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 30 ปี ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงทางการเมืองจากการเพิ่มขึ้นของการขาดดุลงบประมาณ แตะระดับ 5.181% ในวันนี้ ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค.2550
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ซึ่งเป็นมาตรฐานอ้างอิงสำหรับการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง, สินเชื่อรถยนต์ และดอกเบี้ยบัตรเครดิต พุ่งแตะระดับ 4.659% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2568
ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ส่งผลให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ดีดตัวขึ้นในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งสร้างความวิตกแก่นักลงทุนในตลาด และทำให้มีการคาดการณ์ว่า การดำเนินการครั้งต่อไปของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจเป็นการปรับขึ้นดอกเบี้ย แทนที่จะเป็นการปรับลดดอกเบี้ย
นายโมฮิต กุมาร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์และนักกลยุทธ์ของ Jefferies กล่าวว่า มุมมองหลักที่ครอบงำตลาดพันธบัตรทั่วโลกในขณะนี้ ถูกขับเคลื่อนโดยผลกระทบของเงินเฟ้อที่สูงขึ้น ซึ่งมีสาเหตุหลักจากต้นทุนพลังงานที่พุ่งสูง รวมทั้งความกังวลเกี่ยวกับการขาดดุลงบประมาณ และในกรณีของสหราชอาณาจักร ยังรวมถึงความผันผวนทางการเมืองภายในประเทศ
นายกุมาร์ให้สัมภาษณ์กับรายการ Europe Early Edition ของสำนักข่าว CNBC ว่า "แม้มีการบรรลุข้อตกลงในตะวันออกกลาง แต่ราคาน้ำมันก็จะยังไม่กลับสู่ระดับก่อนเกิดสงคราม เราคิดว่ามันจะยังสูงขึ้นอีก 25-30% ในช่วง 6 เดือนข้างหน้า"
นายกุมาร์ยังชี้ถึงผลกระทบจากการขาดดุลงบประมาณของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยกล่าวว่า "ทุกประเทศจะต้องออกมาตรการอุดหนุนค่าน้ำมันให้แก่ครัวเรือน ซึ่งหมายความว่าเราจะเห็นการกู้ยืมเพิ่มขึ้น และนั่นจะสร้างแรงกดดันต่อพันธบัตรระยะยาว"
ผลสำรวจของ Bank of America ที่เผยแพร่ในวันนี้ แสดงให้เห็นว่า 62% ของผู้จัดการกองทุนทั่วโลกที่ตอบแบบสอบถาม คาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 30 ปี จะพุ่งแตะระดับ 6% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่ปลายปี 2542 ขณะที่มีผู้จัดการกองทุนเพียง 20% เท่านั้นที่คาดว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 30 ปี จะอยู่ที่ระดับ 4%
ทั้งนี้ การพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรกำลังคุกคามผู้บริโภคชาวอเมริกัน และอาจบั่นทอนช่วงขาขึ้นของตลาดหุ้น โดยตลาดหุ้นสหรัฐเผชิญแรงกดดันในช่วงที่ผ่านมา หลังอัตราผลตอบแทนพันธบัตรพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว