ภาวะตลาดหุ้นนิวยอร์กดาวโจนส์ปิดลบ 322.24 จุด วิตกเงินเฟ้อ-บอนด์ยีลด์พุ่งฉุดตลาด

ข่าวต่างประเทศ Wednesday May 20, 2026 06:28 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (19 พ.ค.) หลังจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งเป็นมาตรวัดต้นทุนการกู้ยืม พุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 1 ปี ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้ออันเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่ยังคงในระดับสูง นอกจากนี้ ตลาดยังถูกกดดันจากการที่นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับความล่าช้าในการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ

ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,363.88 จุด ลดลง 322.24 จุด หรือ -0.65%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,353.61 จุด ลดลง 49.44 จุด หรือ -0.67% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,870.71 จุด ลดลง 220.02 จุด หรือ -0.84%

แม้ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับตัวลง 0.73% ในวันอังคาร แต่ราคายังคงเคลื่อนไหวเหนือระดับ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่นักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศยกเลิกแผนการโจมตีอิหร่าน เนื่องจากอิหร่านได้ยื่นข้อเสนอใหม่เพื่อยุติสงคราม อย่างไรก็ดี ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องโจมตีอิหร่านอีก ในขณะที่อิหร่านเตือนว่าจะเปิดแนวรบใหม่ หากสหรัฐฯ กลับมาโจมตีอิหร่านอีกครั้ง

ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูงอันเนื่องมาจากสงครามที่ยืดเยื้อระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่งผลให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีพุ่งขึ้นติดต่อกันเป็นวันที่สาม สู่ระดับ 4.687% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนม.ค. 2568 ก่อนที่จะลดช่วงบวกลงมาอยู่ที่ประมาณ 4.66%

นักลงทุนเริ่มคาดการณ์ถึงความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ โดยล่าสุด เครื่องมือ FedWatch ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 41.7% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. และให้น้ำหนัก 15.7% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยแรงถึง 0.50% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นจากระดับ 4.7% ที่เคยให้น้ำหนักเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว

นักวิเคราะห์จากบริษัท Rosenblatt Securities ให้ความเห็นว่า สถานการณ์ในขณะนี้ไม่สามารถทำให้ตลาดมีความเชื่อมั่นว่าจะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงที่ชัดเจนระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ และตราบใดที่สถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ราคาน้ำมันก็จะยังคงเคลื่อนไหวในระดับสูง และผลักดันอัตราผลตอบแทนพันธบัตรให้สูงขึ้นเช่นกัน ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ได้สร้างแรงกดดันต่อบรรยากาศการซื้อขายในตลาด

ทั้งนี้ การปรับตัวขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี ซึ่งใช้อ้างอิงในการกำหนดราคาของตราสารหนี้ทั่วโลก รวมถึงอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองของสหรัฐฯ ด้วยนั้น จะทำให้ผู้บริโภคมีเงินสำหรับการใช้จ่ายลดน้อยลง และจะส่งผลให้บริษัทต่าง ๆ เผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการชำระหนี้ ซึ่งจะทำให้บริษัทเหล่านี้ลดการลงทุน และลดการจ่ายเงินปันผลแก่นักลงทุน

หุ้น 6 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มวัสดุร่วงลง 2.27% ตามด้วยหุ้นกลุ่มบริการด้านการสื่อสารร่วงลง 1.58% ส่วนหุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์ปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 1.1% ตามด้วยหุ้นกลุ่มพลังงานพุ่งขึ้น 1.03%

สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยล่าสุด สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐฯ (NAR) รายงานว่า ดัชนีการทำสัญญาขายบ้านที่รอปิดการขาย (pending home sales) เพิ่มขึ้น 1.4% ในเดือนเม.ย. เมื่อเทียบรายเดือน ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 1.0% หลังจากเพิ่มขึ้น 1.7% ในเดือนมี.ค.

นักลงทุนจับตาการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัท Nvidia ในวันนี้ (20 พ.ค.) เพื่อประเมินแนวโน้มความต้องการชิปปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขณะเดียวกันก็จับตารายงานการประชุมเฟดในวันนี้เช่นกัน เพื่อหาสัญญาณที่ชัดเจนเกี่ยวกับทิศทางอัตราดอกเบี้ย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ