ตลาดหุ้นเอเชียปิดเช้าลบ วิตกบอนด์ยีลด์พุ่ง-กังวลสงครามอิหร่านยืดเยื้อ

ข่าวต่างประเทศ Wednesday May 20, 2026 11:50 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ตลาดหุ้นเอเชียปิดภาคเช้าปรับตัวลงในวันนี้ (20 พ.ค.) โดยบรรยากาศการซื้อขายได้รับผลกระทบจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และสถานการณ์ทางภูมิรัฐศาสตร์ที่กลับมาตึงเครียดอีกครั้ง หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในวันอังคาร (19 พ.ค.) ว่า เขาใกล้เปิดฉากโจมตีอิหร่านแล้ว โดยเหลือเวลาเพียง "หนึ่งชั่วโมง" ก่อนที่เขาจะถูกโน้มน้าวให้เลื่อนการโจมตีออกไปอีก 2-3 วัน

ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดภาคเช้าที่ระดับ 59,764.16 จุด ร่วงลง 786.43 จุด หรือ -1.30% ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงปิดภาคเช้าที่ระดับ 25,655.44 จุด ลดลง 142.41 จุด หรือ -0.55% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนปิดภาคเช้าที่ระดับ 4,150.98 จุด ลดลง 18.56 จุด หรือ -0.45%

ดัชนี KOSPI ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ปรับตัวลง 0.69% และดัชนี S&P/ASX 200 ตลาดหุ้นออสเตรเลียลดลง 0.85%

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวสูงขึ้นเนื่องจากนักลงทุนยังคงเทขายพันธบัตร ท่ามกลางความกังวลว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังเร่งตัวขึ้นอีกครั้ง โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นพันธบัตรระยะยาว พุ่งขึ้นแตะระดับ 5.197% ในระหว่างวัน ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนก.ค. 2550 ก่อนที่จะชะลอตัวลงเกือบ 0.01% มาอยู่ที่ระดับ 5.174%

ด้านธนาคารกลางจีนมีมติคงอัตราดอกเบี้ยลูกค้าชั้นดี (LPR) ประเภท 1 ปีไว้ที่ระดับ 3% และคงอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีไว้ที่ระดับ 3.5% ในวันนี้ ซึ่งเป็นการคงอัตราดอกเบี้ยติดต่อกันเป็นเดือนที่ 12 แม้เศรษฐกิจจีนส่งสัญญาณชะลอตัวลงก็ตาม

ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 1 ปีเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น ส่วนอัตราดอกเบี้ย LPR ประเภท 5 ปีเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงในการกำหนดอัตราดอกเบี้ยระยะยาว เช่น อัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง

ส่วนองค์การสหประชาชาติ (UN) เปิดเผยรายงาน "World Economic Situation and Prospects 2026" ฉบับกลางปีในวันอังคาร (19 พ.ค.) โดยระบุว่า เศรษฐกิจโลกกำลังตกอยู่ภายใต้ความตึงเครียดจากวิกฤตการณ์ในตะวันออกกลาง ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจเติบโตช้าลง ตลอดจนทำให้แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกลับมาสูงขึ้นอีกครั้ง และทำให้ตลาดการเงินเผชิญกับความไม่แน่นอนมากขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์ของ UN คาดการณ์ว่า การเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ทั่วโลกในปี 2569 จะอยู่ที่ระดับ 2.5% ลดลงจากที่คาดการณ์ไว้ในเดือนม.ค.ที่ระดับ 2.7% พร้อมกับเตือนว่าการเติบโตของ GDP อาจลดลงเหลือเพียง 2.1% "ในกรณีที่สถานการณ์ย่ำแย่ลงอีก"


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ