ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกในวันพุธ (20 พ.ค.) หลังตัวเลขเงินเฟ้อเดือนเม.ย.ออกมาต่ำกว่าคาด ซึ่งช่วยลดกระแสคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เริ่มทรงตัว ยังช่วยหนุนบรรยากาศการลงทุน
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,432.34 จุด เพิ่มขึ้น 101.79 จุด หรือ +0.99%
สำนักงานสถิติอังกฤษเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนเม.ย.เพิ่มขึ้น 2.8% เมื่อเทียบรายปี ลดลงจากระดับ 3.3% ในเดือนมี.ค. และต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ที่ 3.0%
ข้อมูลดังกล่าวทำให้นักวิเคราะห์บางส่วนเริ่มตั้งคำถามถึงความจำเป็นที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) จะต้องเร่งปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยเฉพาะหลังจากข้อมูลเมื่อวันอังคาร (20 พ.ค.) บ่งชี้ว่า อัตราว่างงานเริ่มปรับตัวสูงขึ้น
นักเศรษฐศาสตร์ของ Aberdeen กล่าวว่า เงินเฟ้อที่ออกมาต่ำกว่าคาดจะช่วยลดแรงกดดันต่อ BoE ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยในการประชุมช่วงไม่กี่ครั้งข้างหน้า แต่ยังเร็วเกินไปที่จะคลายความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของความขัดแย้งกับอิหร่านที่อาจกระตุ้นเงินเฟ้อ
ด้านแอนดรูว์ เบลีย์ ผู้ว่าการ BoE กล่าวว่า การที่อัตราดอกเบี้ยในตลาดการเงินปรับตัวสูงขึ้นนับตั้งแต่เกิดสงครามกับอิหร่าน ทำให้ธนาคารกลางมีเวลามากขึ้นในการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจจากความขัดแย้งดังกล่าว
บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกยังได้แรงหนุน หลังราคาน้ำมันปรับตัวลง ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่า การเจรจากับอิหร่านกำลังเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้าย
หุ้นกลุ่มอากาศยานและกลาโหมปรับตัวขึ้น 3.7% โดยได้แรงหนุนจากหุ้น Babcock International Group ที่พุ่งขึ้น 5.3% หลัง Peel Hunt ปรับเพิ่มคำแนะนำหุ้นเป็น "ซื้อ" จากเดิม "เพิ่มน้ำหนักการลงทุน"
ขณะที่หุ้นกลุ่มธนาคารรายใหญ่ปรับตัวขึ้น 2.8% โดยหุ้น Barclays และหุ้น Lloyds ต่างพุ่งขึ้นมากกว่า 3%
ส่วนหุ้นค้าปลีก Marks & Spencer พุ่งขึ้น 6.6% และเป็นหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมากที่สุดในดัชนี FTSE 100 หลังคาดการณ์ว่าจะกลับมามีกำไรเติบโตในปีนี้
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลทั่วโลกยังชะลอการปรับตัวขึ้นในวันพุธ ซึ่งช่วยหนุนความต้องการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังคงเผชิญกับความไม่แน่นอนทางการเมือง หลังยังมีคำถามเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของเคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีอังกฤษ